2007年8月26日 星期日

พลูโตเนียม
พลูโทเนียม (อังกฤษ: Plutonium) คือธาตุเคมีที่มีหมายเลขอะตอม 94 และสัญลักษณ์คือ Pu เป็นธาตุโลหะกัมมันตรังสี เป็นธาตุที่ไม่เสถียรอย่างยิ่ง ไอโซโทปของพลูโทเนียมคือ 239Pu มีครึ่งชีวิตเท่ากับ 24,110 ปี ในธรรมชาติพลูโทเนียมพบเล็กน้อยในแร่ยูเรเนียม เป็นธาตุที่ใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ พลูโทเนียมส่วนใหญ่ได้จากการสังเคราะห์โดยกระบวนการจับนิวตรอนของธาตุยูเรเนียม 238U แล้วเกิดเป็น 239U เมื่อมันปล่อยรังสีเบต้าจะได้ธาตุพลูโทเนียมออกมาคือ 239Pu

2007年8月25日 星期六

วิทยาลัยดาร์ตมัธ
วิทยาลัยดาร์ตมัธ (Dartmouth College) เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในไอวีลีกในสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ที่เมือง แฮนโอเวอร์ ในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ และเป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาที่ก่อตั้งก่อนช่วงการปฎิวัติอเมริกา ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2312 (ค.ศ. 1769) โดยเงินทุนก่อตั้งมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งมาจากชาวอินเดียนแดงเผ่าโมฮีแกน โดยในปัจจุบัน (พ.ศ. 2548) มีนักศึกษาประมาณ 5,600 คน
มหาวิทยาลัยดาร์ตมัธมีชื่อเสียงในด้านบริหารธุรกิจและแพทยศาสตร์

2007年8月24日 星期五


อัจฉริยะข้ามคืน ล้านที่ 12
อัจฉริยะข้ามคืน ล้านที่ 12

อัจฉริยะข้ามคืน ล้านที่ 12 ผู้เข้าแข่งขัน
พล.ต.อักษรา เกิดผล เจ้ากรมยุทธการทหารบก

วิทยากรพิเศษประจำสัปดาห์

อาหารและอุปกรณ์การกิน
อุปกรณ์ส่องสว่าง
เครื่องอุปโภค
อุปกรณ์ช่วยบันทึก
อุปกรณ์ตัด ติด ต่อ ห่อหุ้ม
โทรศัพท์มือถือที่โทรได้ครั้งเดียวไม่เกิน 1 นาที
อุปกรณ์ช่วยมัดและเลนส์นูน
ปริศนา ที่จะใช้ในภารกิจที่ 3 อุปกรณ์ในชุดยังชีพ
ใบ้ชื่อยศทหาร 4 ยศคือ ร้อยโท จ่าสิบตรี พลจัตวา และพันเอกพิเศษ โดยแบ่งเป็นทีมละ 2 คน ผลัดกันรับและส่งคนละ 2 ชื่อ ทีมที่ตอบถูกน้อยที่สุด ตกรอบ

ภารกิจที่ 1
อันดับ 1 ชนิดา นักศึกษาทุนปริญญาเอกชีวเคมี - ปริยากร โปรโมเตอร์หญิงคนแรกของไทย ตอบถูก 3 ยศ ใช้เวลา 6 นาที 26 วินาที
อันดับ 2 อักษร เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกช่างเชื่อม - สวัช นักพยากรณ์ความฝัน ตอบถูก 2 ยศ ใช้เวลา 10 นาที 31 วินาที
อันดับ 3 ยุทธนา ประธานฝ่ายดำเนินการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ - นพดล ผู้วิเคราะห์และวางแผนสถานีน้ำมันของ ปตท. ตอบถูก 2 ยศ ใช้เวลา 14 นาที 14 วินาที
อันดับ 4 สราวุธ วิศวกรไฟฟ้า - เชาวลิต แชมป์โลกเจ็ตสกี ตอบถูก 1 ยศ ใช้เวลา 5 นาที ตกรอบ

ผลการจับคู่และผลการแข่งขัน
ตั้งตุ๊กตา 9 ตัวให้ได้มากที่สุดโดยการตั้งตุ๊กตาหัวหน้าหมู่เพียงตัวเดียว จะใช้วิธีใดก็ได้แต่ห้ามย้ายตุ๊กตาทหาร ในเวลา 20 นาที โดยแบ่งเป็นทีมละ 2 คน ทีมที่ทำได้น้อยที่สุด ตกรอบ

ผลการจับคู่และผลการแข่งขัน
ถอดรหัส

ภารกิจที่ 3

ชนิดา นักศึกษาทุนปริญญาเอกชีวเคมี (เข้าชิงคนที่ 1)
ปริยากร โปรโมเตอร์หญิงคนแรกของไทย (เข้าชิงคนที่ 2)
อักษร เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกช่างเชื่อม ตกรอบ
นพดล ผู้วิเคราะห์และวางแผนสถานีน้ำมันของ ปตท. ตกรอบ ผลการแข่งขัน
"องคุลีมาลโดนสนธิเดือด"

องคุลีมาล เป็นคนที่ฆ่าคนมาได้ 999 คน
สนธิ แปลว่า บวก
เดือด หมายถึงจุดเดือดของน้ำคือ 100 องศา
เมื่อนำ 999+100 ก็จะได้ 1099
รหัสนี้ถอดได้เป็น 1099 อุสมาน ศรแดง ภารกิจสุดท้าย - ตอบคำถาม
พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติเปิดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2539 โดยภายในพิพิธภัณฑ์จะประกอบด้วยห้องหลักๆ 5 ห้อง ซึ่งทุกห้องล้วนน่าสนใจทั้งสิ้น ได้แก่ 1.ห้องอาวุธ 2.ห้องจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ 3.ห้องเครื่องแบบและเครื่องหมายทางทหาร 4.ห้องพระบารมีปกเกล้าฯ และห้องสุดท้ายที่ถือว่าเป็นห้องที่ได้รับความสนใจมากที่สุดห้องหนึ่งก็คือ ห้องธงและเครื่องมือเครื่องใช้ทางทหาร ที่น่าสนใจก็เพราะ ในห้องนี้มีของสำคัญอยู่ 2 สิ่ง นั่นก็คือ คฑาจอมพลทองคำและธงชัยเฉลิมพลผืนแรกของไทย และสิ่งที่ได้รับความสนใจจากผู้ที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์มากที่สุดก็คือธงชัยเฉลิมพลผืนแรกของไทย โดยธงผืนนี้มีชื่อว่า "ธงจุฑาธุชธิปไตย" ซึ่งธงผืนนี้เป็นตัวแทนของ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แล้วตัวแทนของพระองค์พระมหากษัตริย์ที่อยู่ในธงชัยเฉลิมพลผืนนี้คืออะไร
คำตอบ:เส้นพระเจ้า (เส้นผม) ของรัชกาลที่ 5

2007年8月23日 星期四

เดือน 4เดือน 4
เดือนจันทรคติ เดือน 4 คือเดือนที่สี่ของปี อาจหมายถึงเดือนเมษายนตามปฏิทินเกรกอเรียน หรือเดือนที่สี่ตามปฏิทินจันทรคติ และเนื่องจากปฏิทินจันทรคติกำหนดตามดิถีจันทร์ เดือน 4 จึงไม่ตรงกันทุกปีเมื่อเทียบกับปฏิทินสุริยคติแบบเกรกอเรียน แบ่งได้เป็น

เดือน 1
เดือน 2
เดือน 3
เดือน 4
เดือน 5
เดือน 6
เดือน 7
เดือน 8
เดือน 9
เดือน 10
เดือน 11
เดือน 12 ปฏิทินจันทรคติไทย
ตามปฏิทินจันทรคติไทย เดือน 4 มักเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม มี 30 วัน คือ ตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 4 ถึงแรม 15 ค่ำ เดือน 4 มีช่วงเวลาดังนี้
หากปีใดมีอธิกมาส (มีเดือน 8 สองหน) วันมาฆบูชา ซึ่งปกติตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 จะถูกเลื่อนมาอยู่ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4

10 มีนาคม พ.ศ. 2548 - 8 เมษายน พ.ศ. 2548
28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 - 29 มีนาคม พ.ศ. 2549
17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 - 18 มีนาคม พ.ศ. 2550
7 มีนาคม พ.ศ. 2551 - 5 เมษายน พ.ศ. 2551
24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2552

2007年8月22日 星期三

เฮอัง
เฮอัง ยุคเฮอัง ตรงกับพ.ศ. 1337-พ.ศ. 1728 มีการย้ายเมืองหลวงมาที่เมือง เฮอังเกียว (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น เกียวโต) และทำให้ญี่ปุ่นรุ่งเรืองอยู่นานเกือบ 400 ปี
ยุคหิน
ยุคโจมง (縄文時代)
ยุคยะโอ (弥生時代)
ยุคโคะฮุง (古墳時代)
ยุคอะซึกะ (飛鳥時代)
ยุคนารา (奈良時代)
ยุคเฮอัง (平安時代)
ยุคคะมะกุระ (鎌倉時代)
ยุคมุโระมะจิ (室町時代)
ยุคเซงโงกุ (戦国時代)
ยุคอะซุจิโมโมะยะมะ (安土桃山時代)
ยุคเอโดะ (江戸時代)
ยุคเมจิ (明治時代)
ยุคไทโช (大正時代)
ยุคโชวะ (昭和時代)
ยุคเฮเซ (平成時代)

2007年8月21日 星期二

พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์
พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ เป็นพระตำหนักที่โดดเด่นที่สุดในหมู่พระตำหนักและพระที่นั่งในพระราชวังสนามจันทร์ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสนามใหญ่ สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2451 โดยมีหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรร กฤดากร เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ จุดเด่นของพระตำหนักองค์นี้คือสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะคล้ายกับปราสาท ซึ่งเป็นการผสมระหว่างศิลปะเรอเนซองส์ของฝรั่งเศส กับอาคารแบบฮาล์ฟ ทิมเบอร์ของอังกฤษ แต่ดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระตำหนักว่า พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ และโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีขึ้นพระตำหนัก เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2460

2007年8月19日 星期日

กลุ่มดาวนกกระเรียน
กลุ่มดาวนกกระเรียน เป็นกลุ่มดาวในซีกฟ้าใต้ ปรากฏในแผนที่ดาว ยูรานอเมเทรีย (Uranometria) ของโยฮันน์ บาเยอร์ เมื่อปี ค.ศ. 1603 แต่อาจเป็นที่รู้จักกันมาก่อนหน้านั้น
แอนดรอเมดา | เครื่องสูบลม | นกการเวก | คนแบกหม้อน้ำ | นกอินทรี | แท่นบูชา | แกะ | สารถี | คนเลี้ยงสัตว์ | สิ่ว | ยีราฟ | ปู | สุนัขล่าเนื้อ | สุนัขใหญ่ | สุนัขเล็ก | แพะทะเล | กระดูกงูเรือ | แคสซิโอเปีย | คนครึ่งม้า | ซีฟิอัส | ซีตัส | กิ้งก่าคะมีเลียน | วงเวียน | นกเขา | ผมเบเรนิซ | มงกุฎใต้ | มงกุฎเหนือ | นกกา | ถ้วย | กางเขนใต้ | หงส์ | โลมา | ปลากระโทงแทง | มังกร | ม้าแกลบ | แม่น้ำ | เตาหลอม | คนคู่ | นกกระเรียน | เฮอร์คิวลีส | นาฬิกา | งูไฮดรา | งูไฮดรัส | อินเดียนแดง | กิ้งก่า | สิงโต | สิงโตเล็ก | กระต่ายป่า | คันชั่ง | หมาป่า | แมวป่า | พิณ | ภูเขา | กล้องจุลทรรศน์ | ยูนิคอร์น | แมลงวัน | ไม้ฉาก | ออกแทนต์ | คนแบกงู | นายพราน | นกยูง | ม้าบิน | เพอร์ซิอัส | นกฟีนิกซ์ | ขาตั้งภาพ | ปลา | ปลาใต้ | ท้ายเรือ | เข็มทิศ | ตาข่าย | ลูกธนู | คนยิงธนู | แมงป่อง | ช่างแกะสลัก | โล่ | งู | เซกซ์แทนต์ | วัว | กล้องโทรทรรศน์ | สามเหลี่ยม | สามเหลี่ยมใต้ | นกทูแคน | หมีใหญ่ | หมีเล็ก | ใบเรือ | หญิงสาว | ปลาบิน | หมาจิ้งจอก
กลุ่มดาวนกกระเรียน

2007年8月18日 星期六


ซอมบี้ เป็นคำเรียกในการปลุกชีพของผู้ที่ตายไปแล้วนั้น เกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งความเชื่อนี้ถูกสร้างขึ้นมาในชนเผ่ามายา ด้วยการทำนำยาพิเศษจากสมุนไฟรจำนวนมากพร้อม มนต์ดำ ในการทำให้ซากศพเดินเหินเช่นคนปกติได้
ภายในของซอมบี้ จากเกมและภาพยนตร์ส่วนใหญ่ ถูกเชื้อไวรัสและเชื้อโรคบ้างชนิดให้มีความสามารถเดินได้เช่นมนุษย์ ส่วนใหญ่สมมุติให้ ซอมบี้ เป็นปิศาจเดินได้ มีลักษณะการเคลื่อนที่ช้า โดยแบ่งประเภทย่อยเป็นสิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้ว หรือสิ่งที่ถูกดัดแปลง
ซอมบี้จากหนัง เรดซิเดน
ซอมบี้ ซอมบี้สุนัข
ซอมบี้ ซอมบี้จากเกมเรดซิดเดน

2007年8月17日 星期五

อามุโร่ เรย์
นิวไทป์
อา์มุโร่ เรย์ ลูกชายคนเดียวของ อามาเรีย เรย์ และ ดร.ทิม เรย์ ผู้ออกแบบสร้างโมบิลซุท RX-78 (Gundum) เป็นเด็กนิวไทป์ (New Type) คือคนที่มีความสามารถเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป
อามุโร่ เรย์

2007年8月15日 星期三

สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต
สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต หรือที่รู้กันกันในชื่อ ป้าทอง (19 ตุลาคม พ.ศ. 2463 - ?) นักแสดงอาวุโสเจ้าบทบาท มีชื่อเสียงในรุ่นเดียวกับ สุพรรณ บูรณพิมพ์ มาลี เวชประเสริฐ โดยมักจะได้รับบทตลกตามนางเอก หรือบทคนใช้ จนถึงบั้นปลายชีวิต มีบางเรื่องที่ได้รับบทนำ เช่น ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ (2523)
สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต สมรสกับ ยอแสง ภักดีเทวา ครูโขนในสังกัดกรมศิลปากร มีบุตรชายคือ ทนงศักดิ์ ภักดีเทวา (เกิด 29 ส.ค. 2478) นักร้องเพลงลูกกรุงชื่อดัง ต่อมาสมรสกับหม่อมเจ้าอติวงศ์วิวัสวัติ สุริยง เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2482 มีบุตร 5 คน รวมทั้ง หม่อมราชวงศ์ธิติสาน์ส สุริยง บิดาของ หม่อมหลวงสุรีวัลย์ สุริยง นางเอกนักแสดงหนังบู๊

2007年8月14日 星期二


สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เป็นโครงการพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม ทดแทนการปลูกฝิ่น สถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง อยู่บนเทือกเขาตะนาวศรี ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร และมียอดดอยสูงถึง 1,928 เมตร พื้นที่รับผิดชอบประมาณ 26.52 ตารางกิโลเมตร หรือ 16,577 ไร่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า "ให้เขาช่วยตัวเอง" เปลี่ยนพื้นที่จากไร่ฝิ่นมาเป็นแปลงเกษตรเมืองหนาวที่สร้างรายได้ดีกว่าเก่าก่อน

ประวัติสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง
สถานีเกษตรหลวงอ่างขางตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านคุ้มหมู่ที่ 5 ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ พิกัด NC 049010 (เส้นละจิจูด) Lat 19'C 54 ลิปดา 32 ฟิลิบดาเหนือ (เส้นลองจิจูด) Long 99'C 02 ลิปดา 50 ฟิลิบดา E อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตรมีพื้นที่ใช้ ทำการเกษตรในงานวิจัยประมาณ 1,800 ไร่ มีหมู่บ้านชาวเขาที่ทางสถานีฯให้การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพรวม 6 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านหลวง บ้านคุ้ม บ้านนอแล บ้านปางม้า บ้านป่าคา และบ้านขอบด้ง ซึ่งประกอบไปด้วยประชากร 4 เผ่าได้แก่ ไทยใหญ่ มูเซอดำ ปะหล่อง และจีนฮ่อ อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 17.7 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32 องศาเซลเซียสในเดือนเมษายน และอุณหภูมิต่ำสุด –3 องศาเซเซียสในเดือนมกราคม ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 2,075 มิลลิเมตรต่อปี
วัตถุประสงค์ของสถานี
1.เป็นสถานีดำเนินงานวิจัยหลักของ โครงการวิจัยต่างๆโดยเฉพาะงานวิจัยไม้ผล เขตหนาวและงานวิจัยป่าไม้ และงานเกษตรที่สูง 2.เป็นสถานที่ฝึกอบรมและเผยแพร่ผลงานแก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกร 3. ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรชาวเขาในหมู่บ้านรอบๆสถานี
การดำเนินงานของสถานี
1. งานศึกษาวิจัย สถานีเกษตรหลวงอ่างขางตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นตลอดปี ดังนั้นจึงเป็นสถานีหลักใน การศึกษาวิจัยไม้ผล เขตหนาว ของโครงการหลวง โดยสถานีเกษตรหลวงอ่างขางได้ดำเนิน การศึกษาวิจัย และขยายพันธุ์พืชชนิดต่างๆได้แก่
1.1 งานรวบรวมและศึกษาพันธุ์ไม้ผลเขตหนาวชนิดต่างๆ เช่น พีช สาลี่ พลับ พลัม บ๊วย กีวี และสตรอเบอรี่ 1.2 งานศึกษาพันธุ์ไม้โตเร็วชนิดต่างๆและไผ่ต่างๆสำหรับใช้ปลูกทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลาย เช่น ไม้โตเร็ว กระถินดอย, เมเปิลหอม และไผ่หวานอ่างขาง ฯลฯ 1.3 งานศึกษาและทดสอบพันธุ์ไม้ตัดดอก เช่น กุหลาบ,ฟรีเซีย,ไม้หัวและไม้ดอกกระถาง 1.4 งานศึกษาและรวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพร พืชผักเมืองหนาวชนิดต่างๆ 1.5 งานศึกษาพืชชนิดต่างๆ ได้แก่ ข้าวสาลี และ ลินิน
2. งานเผยแพร่และฝึกอบรม เนื่องจากสถานีเกาตรหลวงอ่างขาง เป็นแหล่งทางวิชาการปลูกพืชบนที่สูงที่สำคัญ ของ ประเทศ ในแต่ละปีจะใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรม แก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกรของมูลนิธิฯ จำนวนมากประกอบกับมีผู้สนใจ จากองค์กร และสถาบันต่างๆเข้าเยี่ยมชมและดูงาน มูลนิธิโครงการหลวงจึงได้จัดสร้างอาคาร ฝึกอบรมและเผยแพร่ งานของโครงการ หลวงในด้านต่างๆให้แก่เกษตรกรและเจ้าหน้าที่โครงการหลวง สว่นราชการ ผู้สนใจ และประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้ เปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม 2540
3. งานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกร เป็นการดำเนินงานส่งเสริม และพัฒนาอาชีพแก่เกาตรกรชาวเขา บริเวณรอบๆสถานีฯซึ่งเป็นชาวเขา เผ่าต่างๆ รวม 4 เผ่า ได้แก่ ปะหล่อง มูเซอ ไทยใหญ่ และจีนฮ่อ โดยมีส่วนราชการต่างๆ ร่วมดำเนินงานในรูปคณะทำงานศูนย์พัฒนา โครงการหลวง กิจกรรมที่สำคัญได้แก่ การพัฒนาแหล่งน้ำ การวางแผน การใช้ที่ดิน การส่งเสริมการปลูกไม้ผล ผัก ชา การฟื้นฟูระบบนิเวศ การฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ และการปลูกป่าชาวบ้าน

สถานที่ตั้ง สภาพอากาศ ประชากร

จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเยี่ยมราษฎรชาวเขาบนดอย และทรงทอดพระเนตรเห็นการปลูกฝิ่น ทำไร่เลื่อนลอย จึงมีพระราชดำริให้ชาวเขาที่อยู่อาศัยตามดอยต่างๆ ในภาคเหนือเลิกการปลูกฝิ่น
จึงทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1,500 บาท เพื่อซื้อที่ดินและไร่ในบริเวณดอยอ่างขางส่วนหนึ่ง จากนั้นจึงโปรดเกล้าตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์ในปี พ.ศ. 2512
โดยทรงแต่งตั้งหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นองค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง
สถานีเกษตรหลวงอ่างขางจึงถือเป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของมูลนิธิโครงการหลวงที่ใช้เป็นสถานที่วิจัยทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่างๆ อาทิเช่น ไม้ผล ผัก ไม้ดอกเมืองหนาว เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรชาวเขาในการนำพืชเหล่านี้มาเพาะปลูกเป็นอาชีพ
สถานีเกษตรหลวงอ่างขางตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านคุ้ม หมู่ที่ 5 ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร มีพื้นที่ใช้ในการทำวิจัยประมาณ 1,200 ไร่
อ่างขาง ในภาษาเหนือหมายถึง อ่างรูปสี่เหลี่ยมตามลักษณะของดอยอ่างขางซึ่งเป็นดอยที่มีรูปร่างของหุบเขายาวล้อมรอบประมาณ 5 กิโลเมตร กว้าง 3 กิโลเมตร ตรงกลางของอ่างขางเดิมเป็นภูเขาสูงเช่นเดียวกับบริเวณโดยรอบ แต่เนื่องจากเป็นภูเขาหินปูน เมื่อถูกน้ำฝนชะก็จะค่อยๆละลายเป็นโพรงแล้วยุบตัวลงกลายเป็นแอ่ง มีพื้นที่ราบ ความกว้างไม่เกิน 200 เมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง
หมู่บ้านที่สถานีฯให้การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพรวม 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านหลวง บ้านคุ้ม บ้านปางม้า บ้านขอบด้ง และ บ้านนอแล
ชนเผ่าในพื้นที่สถานีฯอ่างขางประกอบไปด้วย ชาวไทยใหญ่ มูเซอดำ ปะหล่อง และจีนยูนนาน รวมทั้งหมด 4 เผ่า
อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 17 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32 องศาเซสเซียส ในเดือนเมษายน และ อุณหภูมิต่ำสุด -3 องศาเซสเซียส ในเดือนมกราคม เล่าเรื่องสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง
อ่างขางในอดีต "อ่างขางวันนั้นสวยมากด้วยดอกฝิ่นและภูมิประเทศ เราได้เห็นต้นท้อ แอ๊ปเปิ้ลป่าและทราบว่าอากาศหนาวเราได้คุยกับผู้ที่ไปตั้งร้านขายของ ซื้อฝิ่นเขาขึ้นมาอีกทางหนึ่ง ห่างจากค่ายทหารจีนโดยที่ชาวเขาส่วนมากอพยพไปที่อื่น อ่างขางจึงมีที่เหลือให้หญ้าคาขึ้นอยู่มาก ด้วยเหตุนี้จึงโปรดเกล้าฯให้ตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขางขึ้นเมื่อ 30 ปี มานี้ สถานีเกษตรหลวง อ่างขางได้ทำวิจัยได้" ม.จ. ภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง
ปัจจุบันสถานีฯอ่างขางมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในด้านงานศึกษาวิจัยพืชเมืองหนาวชนิดต่างๆ จึงเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ด้านเกษตรที่สูง การฟื้นฟูป่าไม้ในพื้นที่ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง รวมทั้งพื้นที่สูงอื่นๆ อีกทั่วไป ดังนั้นสถานีฯอ่างขาง จึงเป็นสถานที่ที่ส่วนราชการ สถาบันการศึกษา และองค์กรต่างๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศขึ้นไปเยี่ยมชมกิจกรรมของสถานีฯ เป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของเกษตรกรชาวเขาบริเวณรอบๆสถานีฯ สามารถประกอบอาชีพการเกษตร จากการปลูกไม้ผล ไม้ตัดดอก และพืชผัก ซึ่งทำให้เกษตรกรชาวเขาเหล่านี้มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
โดยปัจจุบันเกษตรกรเหล่านี้สามารถช่วยตัวเองได้มากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเข้าเป็นสมาชิกของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ในการเป็นแหล่งทุนสำหรับปัจจัยการผลิตเช่นเดียวกับเกษตรกรทั่วไป และในปัจจุบันสถานีฯยังได้ส่งเสริมอาชีพนอกภาคการเกษตรให้แก่เกษตรกรชาวเขาในด้านงานหัตถกรรมอีกด้วย
นอกจากนี้เกษตรกรชาวเขาที่สถานีฯอ่างขาง ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ร่วมให้การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าได้ดีมาก ทำให้ป่าต้นน้ำลำธารได้รับการฟื้นฟูอยู่ในสภาพที่ดีขึ้น รวมทั้งปัจจัยพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน ไฟฟ้า โทรศัพท์ แหล่งน้ำ ก็ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นตามลำดับ

ผลสำเร็จของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อ่างขางในอดีต และ ปัจจุบัน

ข้อมูลสวนต่าง ๆ ภายในสถานี

สวนต่าง ๆ ภายในสถานนี
เส้นทางศึกษาธรรมชาติของสถานีเกษตรหลวงอ่างขางนั้นเป็นเส้นทาง
ที่กำหนดขึ้นบริเวณรอบสถานี ซึ่งมีเส้นทางทั้งหมด 10 เส้นทางด้วยกันและต้นไม้ที่ปลูกในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาตินั้นจะเป็นต้นไม้ที่นำเข้ามาจากประเทศไต้หวันทั้งหมด โดยจะขอแนะนำเส้นทางทั้งหมดตามลำดับดังนี้
จะเริ่มต้นเส้นทางบริเวณหลังพระตำหนัก และระยะทางโดยรวมของเส้นทางนี้ประมาณ 200 เมตร ไม้หลักที่ปลูกจะเป็น ต้นเมเปิ้ลหอม, ต้นกระถินดอย และ ต้นจันทร์ทอง
เป็นเส้นทางที่ต่อเนื่องมาจาก ซอยดงกระถินดอย ไม้หลักที่ปลูกจึงเป็นประเภทเดียวกัน ระยะทางซอยนี้ ประมาณ 1,650 เมตร
จะเชื่อมต่อทางมาจากซอยสวนป่าผสม ไม้หลักที่ปลูกนอกจากจะเป็นชนิดเดียวกับ ซอยดงกระถินดอยและซอยสวนป่าผสมแล้ว ไม้อีกชนิดที่ปลูกเฉพาะเส้นทางนี้ คือ ต้น Zelkova ระยะทางโดยรวมคือ 1,100 เมตร
สนหนามจะเป็นไม้หลักที่ปลูกในสองเส้นทางนี้ ระยะทางของ ซอยสนหนามบนจะประมาณ 730 เมตร ส่วน ซอยสนหนามล่างจะมีระยะทาง 970 เมตร
เส้นทางนี้จะมีสนซูงิปลูกเป็นไม้หลัก และมีระยทางโดยรวมประมาณ 550 เมตร
จุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้จะอยู่บริเวณด้านหลังสำนักงานของสถานี จะมีระยะทาง 530 เมตร และจะมีต้นนางพญาเสือโคร่งอยู่ตลอดเส้นทาง
จะเริ่มต้นเส้นทางบริเวณอ่างเก็บน้ำของสถานี ซึ่งมีไผ่หลายชนิดที่ปลูกตลอดเส้นทาง อาทิ ไผ่บงใหญ่, ไผ่ลวก และ ไผ่หมาจู๋ จะมีระยะทาง 670 เมตร
ต้นไผ่จะเป็นไม้หลักที่ปลูกในเส้นทางนี้ และชื่อของซอยนี้จะเรียกตามลักษณะเส้นทางที่ต้องเดินผ่านถ้ำในสถานีที่ชื่อ ถ้ำหุบผาขาว ระยะทางของเส้นทางนี้ ประมาณ 1,100 เมตร
เริ่มต้นเส้นทางจากด้านหลังศูนย์สาธิตการใช้ไม้สมพรสหวัฒน์ โดยจะผ่านแปลงการบูร แล้วเดินเรื่อยไปจนจดซอยสนหนามล่าง

ซอยดงกระถินดอย
ซอยสวนป่าผสม
ซอยสาม พ.ศ.
ซอยสนหนามบน และ ซอยสนหนามล่าง
ซอยสนซูงิ
ซอยนางพญาเสือโคร่ง (ซากุระดอย)
ซอยสวนไผ่
ซอยหุบผาขาว
ซอยศูนย์สาธิตการใช้ไม้ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ
ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีฯ เป็นชุมชนเล็กๆประกอบด้วยผู้อยู่อาศัยหลายเชื้อชาติอยู่รวมกัน อาทิชาวไทยใหญ่ ชาวพม่าและชาวจีนฮ่อ ซึ่งได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้และเปิดร้านค้าบริการแก่นักท่องเที่ยว
อยู่ทางด้านซ้ายมือก่อนถึงทางแยกซึ่งจะไปหมู่บ้านปะหล่องนอแลทางหนึ่ง และบ้านมูเซอขอบด้งทางหนึ่ง สามารถชมวิวได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตก หรือทะเลหมอก มองเห็นทิวเขารอบด้านและหากฟ้าเปิดจะมองเห็นสถานีเกษตรหลวงอ่างขางด้วย
ตั้งอยู่บริเวณชายแดนไทย - พม่า แต่เดิมคนกลุ่มนี้อยู่ในพม่าและพึ่งอพยพมาที่นี่ได้ประมาณ 15 ปี คนที่นี่เป็นชาวเขาเผ่าปะหล่องเชื้อสายพม่า ซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง นับถือศาสนาพุทธ ทุกวันพระผู้คนที่นี่หยุดอยู่บ้านถือศีล จากหมู่บ้านนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์สวยงามของธรรมชาติบริเวณพรมแดนไทย-พม่า
เป็นที่ที่ชาวเขาเผ่ามูเซอดำและเผ่ามูเซอแดงอาศัยอยู่ร่วมกัน คนที่นี่นับถือผี มีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการส่งเสริมจากโครงการหลวงในด้านการเกษตรและด้านหัตถกรรมพื้นบ้าน (เช่น อาบูแค เป็นกำไลถักด้วยหญ้าไข่เหามีสีสันและลวดลายในแบบของมูเซอ)
บริเวณหน้าหมู่บ้านจะมีการจำลองบ้านและวิถีชีวิตของชาวมูเซอ โดยชาวบ้าน ครู และนักเรียนโรงเรียนบ้านขอบด้งช่วยกันสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มีโอกาสเรียนรู้และศึกษาวัฒนธรรมของหมู่บ้านโดยที่ไม่เข้าไปรบกวนความเป็นส่วนตัวของเขามากเกินไป และยังมีโครงการมัคคุเทศก์น้อยที่อบรมเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านขอบด้งเพื่อช่วยอธิบายวิถีชีวิตของพวกเขาให้ผู้มาเยือน ทั้งนี้เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกและสร้างความรักท้องถิ่นให้เด็กๆด้วย
ชาวหมู่บ้านหลวงเป็นชาวจีนยูนานที่อพยพมาจากประเทศจีนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และประกอบอาชีพด้านการเกษตรกรรมเป็นหลัก อาทิ ปลูกผักผลไม้ เช่น พลัม ลูกท้อ และสาลี่

หมู่บ้านคุ้ม
จุดชมวิวกิ่วลม
หมู่บ้านนอแล
หมู่บ้านขอบด้ง
หมู่บ้านหลวง ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ บริเวณรอบ ๆ สถานี
การเดินทาง สามารถเดินทางขึ้นดอยอ่างขางได้ทั้งหมด 3 เส้นทาง แต่เส้นทางที่ใช้เป็นหลัก มีอยู่เส้นทางเดียวคือ ขึ้นดอยอ่างข่างที่กิโลเมตรที่ 137 ณ วัดหาดสำราญ

การเดินทาง
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การเดินทางโดยรถยนต์สามารถเดินทางไปได้หลาย 3 เส้นทาง ดังนี้
สามารถใช้เส้นทาง เชียงใหม่-ฝาง (เส้นทางหลวงหมายเลข 107) มาถึงปากทาง ขึ้นดอยอ่างขางจะมีป้ายบอกด้านซ้ายมือ และจะมีวัดหาดสำราญ อยู่ปากทางขึ้น ให้เลี้ยวซ้ายแล้วขับรถตามถนนขึ้นมาเลย ทางเส้นนี้จะค่อนข้างลาดชันมาก มีทางโค้งหักศอกและสูงช้นแบบคล้าย ๆ กลับรถ ก่อนถึงยอดดอยประมาณ 4 - 5 โค้ง ถ้าไม่พักค้างบนดอยหรือผู้ที่ไม่มีความชำนาญเส้นทาง แนะนำว่าอาจจอดรถส่วนต้วไว้ที่บริเวณวัด แล้วว่าจ้างรถคิวสองแถว หน้าปากทาง ให้ขึ้นมาส่งได้ รถสองแถวมีความชำนาญเส้นทาง และปรับแต่งรถมาเพื่อขึ้นภูเขาราดชันโดยเฉพาะ ค่ารถต่อเที่ยว ไม่ต่ำกว่า 600 บาท (ขึ้นอย่างเดียว ถ้าเหมาแบบขึ้นลงประมาณ 1000 - 1200 บาท แต่ถ้ารวมพาไปชมพระอาทิตย์ขึ้น และจุชมวิว เพิ่มอีก 300 บาท) แต่หากตัดสินใจจะนำรถขึ้นมาเองก็ควรขับด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่หากผู้ที่มาคนเดียว ก็สามารถว่าจ้างรถมอเตอร์ไซด์ บริเวณฝั่งตรงข้ามวัด ให้ขึ้นมาส่งได้ ค่ารถต่อเที่ยวต่อคนประมาณ 200 บาท (ขาลงอาจถูกกว่านี้ แล้วแต่เจรจา)
จากตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ใช้เส้นทางเชียงใหม่-ฝาง (ทางหลวงหมายเลข 107) เดินทางเรื่อยมาจนถึงอำเภอเชียงดาว บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 79 จะพบทางแยก (เส้นทางหมายเลข 1ในแผนที่) ถ้าเลี้ยวซ้ายตามป้ายบอกจะผ่าน ต.เมืองงาย บ้านอรุโณทัย บ้านหลวง เส้นทางจะค่อนข้างแคบแต่จะไม่ค่อยลาดชันเท่าใดนัก และเนื่องจากถนนเกือบตลอดทั้งสาย จะไม่มี สัญญาณ โทรศัพท์ ดังนั้นช่วงเวลาที่จะสัญจรโดยถนนสายนี้ ควรจะเป็นช่วงเช้าหรือกลางวันน่าจะดีกว่า ช่วงบ่ายไปแล้ว เพราะถ้าเกิดรถเสียหรือมีปัญหาขึ้นมาจะติดต่อ ขอความช่วยเหลือค่อนข้างลำบาก
นอกจากสองเส้นทางนี้แล้ว ยังมีอีกเส้นทางหนึ่ง จากอำเภอฝางขึ้นมาที่หมู่บ้านนอแล ซึ่งมีระยะทางสั้นที่สุดระหว่างสามเส้นทางนี้ แต่เส้นทางนี้มีความลาดชัดมาก และไหล่ทางชำรุด เป็นหลุดเป็นบ่อ พื้นถนนเป็นหินกรวด บางช่วงเป็นดินลูกลัง รถยนต์หรือรถกะบะธรรมดาอาจไม่สามารถผ่านบางจุดของเส้นทางได้ เส้นทางนี้ จะวิ่งเลาะตามตะเข็บชายแดนไทย-พม่า ตลอดทางจะมี ด่านทหาร คอยตรวจรถที่ผ่านไปมา และพบเห็นทั้งค่ายทหารทั้งของไทย และ พม่า บริเวณสองริมฝั่งหุเขา โดยปรกติจะไม่ได้เปิดใช้

ขึ้นดอยอ่างขาง ณ วัดหาดสำราญ กม 137
ขึ้นดอยอ่างขาง ณ อำเภอเชียงดาว กม 79
เส้นทางจากอำเภอฝาง-หมู่บ้านนอแล การเดินทางโดยรถยนต์
ยังไม่มีข้อมูล

การเดินทางโดยรถไฟ
ถ้าเดินทางจากกรุงเทพ ให้ขึ้นรถจากสถานีหมอชิด จะไปสิ้นสุดที่เมืองเชียงใหม่ รถจะจอดบริเวณสถานีขนส่งช้างเผือก การเดินทางโดยรถประจำทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปยัง อ่างขาง ให้ขึ้นรถสายเชียงใหม่-ฝาง หรือ เชียงใหม่-ท่าตอน ที่สถานีขนส่งฯช้างเผือก แล้วบอกกระเป๋ารถ ให้แวะส่งที่ปากทางขึ้นดอยอ่างขาง หน้าวัดหาดสำราญ กิโลเมตรที่ 137 โดยค่าโดยสารจากเชียงใหม่ถึงปากทางอ่างขางประมาณ 100 บาท (6/1/2007) ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จากนั้นให้ว่าจ้างสองแถวหรือรถมอเตอร์ไซด์ขึ้นดอยอ่างขางอีกทีหนึ่ง
ถ้าเดินทางจากกรุงเทพ ให้ขึ้นรถที่สถานนีขนส่งหมอชิด รถออกประมาณ 18.00-19.00 นาฬิกา ค่าโดสารประมาณ 500-600 บาท (ปรับอากาศชั้น 1 36 ที่นั่ง) รถจะไปสิ้นสุดที่สถานนีขนส่งเชียงราย ใกล้ตลาดเชียงราย ไนท์บราซ่า การเดินทางโดยใช้เส้นทาง เชียงราย - ดอยอ่างขางนั้น อาจไม่สะดวกสบายเท่ากับเดินทางจากเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากต้องต่อรถประมาณ 5 ต่อ กว่าจะถึงปากทางขึ้นดอยอ่างขาง โดยเริ่มจากสถานนีขนส่งเมืองเชียงราย ไปยัง อำเภอ แม่จ้น รถประจำทางสายนี้ เป็นรถบัสขนาดเล็ก ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ค่าโดยสาร 17 บาท (19/4/2007) ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ให้ลงที่หน้าที่ว่าการอำเภอแม่จัน จากนั้นเดินข้ามวงเวียนไปที่คิวรถสองแถวสีเหลือง แม่จัน-กิ่วสะไต ซึ่งคิวรถแห่งนี้ ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวเขาแบบดั้งเดิม (ชาวไทยใหญ่) เครื่องแต่งกายและวัฒนธรรมยังเป็นแบบดังเดิมอยู่ ซึ่งหาชมได้ยาก รถโดยสารออกเป็นเวลา เมื่อรถออกเดินทางแล้ว ระหว่างทางจะมีผู้โดยสารขึ้นมาตลอด ระยะทางทั้งหมด 31 กิโลเมตร แต่เนื่องจากตลอดทางเป็นทางขึ้นเขา รถใช้เวลานานกว่าปรกติ ประกอบกับ คนขับใช้ความเร็วไม่มาก ประมาณ 40-50 กม/ชม ใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง กับ 10 นาที ค่าโดยสาร 30 บาท (19/4/2007) รถจะวิ่งไปสิ้นสุดที่ ปากทางขึ้นดอยแม่สลอง ซึ่งจะมีคิวรถสองแถวอีกคิวชื่อ แม่สลอง-ท่าตอน ซึ่งเส้นทางนี้ จะคดเคี้ยว และส่วนใหญ่เป็นทางลงเขา ระยะทาง 30 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที ค่าโดยสาร 30 บาท (19/4/2007) เมื่อวิ่งไปถึงปลายทาง จะเกือบถึงวัดท่าตอน (ประมาณอีก 2 กิโลเมตรถึงวัดท่าตอน) จะมีคิวรถสองแถวอีกคิวชื่อ ท่าตอน-ฝาง มีรถออกตลอดเวลา ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ค่าโดยสาร 20 บาท ใช้เวลา 30-40 นาที เมื่อถึงเมืองฝางแล้ว จะมีคิวรถสองแถวอีกคิว บริเวณไกล้เคียงกับคิวรถท่าตอน-ฝางจอด ให้ขึ้นรถสองแถวสีเหลืองชื่อ ฝาง-ไชยปราการ ก่อนขึ้นสองแถว ให้บอกคนขับรถว่าจะลงหน้าปากทางดอยอ่างขาง ซึ่งจะถึงก่อนตัวเมืองไชยปราการ 8 กิโลเมตร ระยะทางประมาณ 15-20 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ค่าโดยสาร 10-20 บาท เมื่อถึงปากทางขึ้นดอยอ่างขางบริเวณหน้าวัดหาดสำราญแล้ว (วัดอยู่ทางขวามือ) ให้เข้าไปที่วัด
เมื่อเข้าไปที่วัด จะมีคิวรถสองแถวสีขาว รับนักท่องเที่ยวขึ้นดอยอ่างขาง แต่รถไม่ได้ขึ้นเป็นเวลา จะขึ้นก็ต่อเมื่อนักท่องเที่ยวเหมารถไป ค่ารถต่อเที่ยวประมาณ 600 บาท (ขึ้นเที่ยวเดียว ถ้าขึ้นลง ประมาณ 1200 บาท และถ้ารวม พาไปชมวิว ดูพระอาทิตย์ขึ้น คิดเพิ่ม 300 บาท) นอกจากนั้น ยังสามารถใช้บริการมอเตอร์ไซด์หน้าปากทางฝั่งตรงข้ามวัดได้ ค่าโดยสารขาชึ้น 200 บาท ส่วนขาลง ให้อาศัยรถชาวบ้าน แล้วช่วยชาวบ้านออกค่าน้ำมัน (100 บาท ราคามาตราฐานของการติดรถชาวบ้านลงดอย)

เดินทางจาก จังหวัดเชียงใหม่ - ดอยอ่างขาง
เดินทางจาก จังหวัดเชียงราย - ดอยอ่างขาง
ปากทางดอยอ่างขาง วัดหาดสำราญ - สถานีเกษตรอ่างขาง การเดินทางโดยเครื่องบิน
ยังไม่มีข้อมูล

ที่พัก
อ่างขางมีที่พักในบรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติไว้บริการนักท่องเที่ยวให้เลือกพักได้ตามรสนิยมและเงินในกระเป๋าที่มีอยู่ มีทั้งที่พักหรูๆ ในบรรยากาศสุดยอดจนถึงที่พักแบบประหยัดบรรยากาศตามอัตภาพ ตลอดจนการนอนเต็นท์ก็มีเต็นท์ไว้ใช้เช่านอน
ที่พักของสถานีเกษตรอ่างขาง ติดต่อสำรองที่พักได้ที่ 053-450107
บ้านดาว คนละ 150 บาท/คืน 7 คน
บ้านไต้หวัน คนละ 150 บาท/คืน 20 คน
บ้าน AK 1-4 หลังละ 600 บาท/คืน 3 คน
บ้าน AK 5-6 หลังละ 600 บาท/คืน 2 คน
บ้าน AK 7-14 หลังละ 800 บาท/คืน 2 คน
บ้าน AK หลังใหญ คนละ 150 บาท/คืน 30 คน

ที่พักภายในสภานนีเกษตร
ยังไม่มีข้อมูล

ที่พักเอกชนรอบ ๆ สถานนี
ที่พักกางเต็นท์ของทางสถานี จะอยู่ถึงก่อนสถานนีประมาณ 1 กิโลเมตร ที่พักจัดเป็นสัดเป็นส่วน มีเจ้าหน้าที่ดูแล จะเปิดให้บริการในช่วงฤดูหนาว แต่ถ้าหากต้องการไปกางเต้นท์พักแรกเป็นกลุ่มคณะในช่วงฤดูอื่น ก็สามารถติดต่อกับทางสถานนีได้ ที่กางเต้นท์จุดนี้ อากาศจะไม่หนาวเย็นเหมือนกับการกางเต้นท์บริเวณรอบ ๆ สถานี หรือบริเวณโรงเรียนบ้านคุ้ม อุณหภูมิจะสูงกว่าบริเวณดังกล่าวประมาณ 4-5 องศา สามารถรองรับผู้ที่จะมากางเต็นท์ ประมาณ 200 คน มีอัตราค่าบริการดังนี้ (ราคา ณ วันที่ 2 ธ.ค. 2007)
หากต้องการเช่าเฉพาะเครื่องนอน มีกำหนดราคาดังนี้
ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อความถูกต้องกรุณาตรวจสอบราคาอีกครั้งกับทางเจ้าหน้าที่ที่เบอร์ 0-53450-107-9

ค่าเช่าพื้นที่กางเต็นท์ อัตราคนละ 20 บาท/คน/คืน
ราคาเช่าเต็นท์ พัก 2 คน (15 หลัง) พร้อมเครื่องนอน หลังละ 300 บาท/คืน
ราคาเช่าเต็นท์ พัก 2 คน (15 หลัง) ไม่รวมเครื่องนอน หลังละ 200 บาท/คืน
ราคาเช่าเต็นท์ พัก 3 คน (47 หลัง) พร้อมเครื่องนอน หลังละ 400 บาท/คืน
ราคาเช่าเต็นท์ พัก 3 คน (47 หลัง) ไม่รวมเครื่องนอน หลังละ 250 บาท/คืน
ราคาเช่าเต็นท์ พัก 5 คน (5 หลัง) ไม่รวมเครื่องนอน หลังละ 1,000 บาท/คืน
เครื่องนอน มี หมอน ผ้าน่วม ที่นอน รวม 67 หลัง
ถุงนอน ผ้าน่วม ที่นอน อย่างละ 50 บาท/คืน
หมอนเล็ก 10 บาท/คืน
หมอนใหญ่ 20 บาท/คืน
ผ้าใบ เสื่อ อย่างละ 30 บาท
จำหน่ายฟืนมัดละ 20 บาท และมีจุดก่อกองไฟจัดไว้ให้ด้วย โครงการหลวงอ่างขาง ที่พักกางเต้นท์ของทางสถานนี
ณ บริเวณบ้านคุ้ม ทางโรงเรียนจะจัดที่กางเต้นท์ให้สำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งจุดกางเต้นท์แห่งนี้ เป็นจุดกางเต้นท์ที่หนาวที่สุดในอ่างข่าง จาการวัดอุณหภูมิภายในเต้นท์ เวลาเที่ยงคืนของฤดูหนาว มีอุณหภูมิประมาณ 4 องศา ควรมีถุงน้ำร้อน หรือ ต้มน้ำร้อนใส่ขวดน้ำดื่ม 1.5 ลิตร จะสามารถอุ่นได้ครึ่งคืน ถ้าหากต้องการทราบถึงความหนาวเหน็บให้ใช้บริการที่จุดนี้ ทางโรงเรียน มีบริการ ผ้าห่ม และหมอนให้ ถ้านักท่องเที่ยวนำเต้นท์ไปเอง ก็ไม่ต้องเสียค่าเช่าเตนท์ แต่ควรเสียค่าน้ำค่าไฟค่าบำรุงรักษาสถานที่ คืนละ 100 บาท ถ้านักท่องเที่ยวไม่ได้นำเต้นท์ไป ทางโรงเรียนมีบริการเต้นท์ให้เช่า (เฉพาะช่วงฤดูหนาว) ค่าเช่าเต้นท์ 200 บาท / คืน รวมกับค่าบำรุงรักษาสถานที่ 100 บาท เป็นทั้งสั้น 300 บาท ที่จริงแล้วทางโรงเรียนไม่มีนโยบายเรียกเก็บเงินค่าบำรุงรักษาสถานที่โดยตรง แต่จากการสอบถามนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะให้ค่าบำรุงรักษาสถานที่ประมาณ 100 / คืน มีห้องน้ำ และห้องอาบน้ำให้ แต่ไม่แนะนำให้อาบน้ำเวลาตอนเย็นในฤดูหนาว เพราะน้ำจะเย็นมาก สามารถช๊อคได้ เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา จะมีเด็กนักเรียน มาคอยเดินเก็บขยะ และคอยบริการอำนายความสะดวกกับนักท่องเที่ยว (เป็นภาพที่ประทับใจมาก) ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นชาวเขาอาศัยอยู่บริเวณอ่างขาง โรงเรียนแห่งนี้ เป็นพระราชดำริจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้สร้างขึ้น ปัจจุบัน มีนักเรียนทั้งสิ้น 350 คน (ปี 2007) มีนักเรียนตั้งแต่ชั้น ประถมศ๊กษา จนถึง มัธยมศึกษาปีที่ 3 (มีชั้นอนุบาลด้วย) มีคุณครูทั้งสิ้นประมาณ 10 คน โรงเรียนมีอาคารเดียว เป็นอาคารเตี้ย ชั้นเดียว มีประมาณ6-8 ห้อง ช่วงหน้าหนาว คุณครูต้องนำนักเรียนออกมาสอนกลางแดด(บางครั้งคุณครูชวนนักท่องเที่ยวไปสอนหนังสือเด็กนักเรียนด้วย) สามารถสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
หากท่านใดต้องการบริจาค หนังสือ อุปกรณ์กีฬา และ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ให้กับเด็ก ๆ ก็สามารถติดต่อทางโรงเรียนได้ จากการสังเกตุ โรงเรียนมีห้องคอมพิวเตอร์ แต่ในห้องมีคอมพิวเตอร์เพียง 1-2 เครื่องเท่านั้น

โรงเรียนบ้านคุ้ม 053-450-054
คุณครูอุทัย (คุณครูพละศึกษา นักเรียนบนดอยอ่างขางเตะฟุตบอลเก่งมาก ถ้านักท่องเที่ยวไปตอนช่วงสงการณ์ โรงเรียนหยุด จะมีโอกาสได้เตะฟุตบอลกับนักเรียนที่สนามบริเวณหน้าเสาธง) เบอร์โทรศัพท์ 086-197-7122
คุณครูติ๋ว 081-998-6848 ที่พักกางเต้นท์โรงเรียนบ้านคุ้ม
ยังไม่มีข้อมูล

ข้อมูลการท่องเที่ยวประจำฤดูกาล
อ่างขางฤดูร้อนนี้ มีเสน่ห์ และความสวยสดงดงามไม่แพ้ฤดูอื่น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ไปช่วงฤดูร้อน ชอบไปที่อ่างขางเพราะต้องการหลบลมร้อน อุณหภูมิสูงสุดโดยเฉลี่ย ประมาณ 25 องศา และ อุณหภูมิต่ำสุดโดยเฉลี่ยประมาณ 15 องศา ซึ่งอากาศกำลังสบาย ถ้าอยู่ในร่มไม้ก็จะเย็น แต่ถ้าตอนกลางคืนก็ต้องนอนห่มผ้าห่ม อากาศค่อนข้างเย็น ต้องใส่เสื้อหนาว และกางเกงขายาวช่วย แต่ถ้าวันใดฝนตก อากาศจะหนาวเย็นกว่าปรกติ (วันที่ 15 เมษายน 2007 ฝนตกที่ดอยอ่างขาง อุณหภูมิต่ำสุดคืนนั้นอยู่ที่ประมาณ 12 องศา) ในช่วงสงการณ์ เป็นช่วงที่ลูกท้อและบ๊วยญี่ปุ่น กำลังออกดอก หากินได้ไม่บ่อยในเมืองอย่างกรุงเทพ อาจซื้อจากชาวเขาที่มาขายของอยู่ภายในสภานนีเกษตร รสชาติดี แต่จะให้ดียิ่งขึ้นก็ให้ซื้อจากร้านค้าของสถานี บริเวณด้านหน้า เพราะเป็นท้อพันธ์ดี รสชาติหวานหอม ราคาแล้วแต่ขนาด ท้อลูกเล็ก ประมาณ 1 กิโลกรัมอยู่ที่ประมาณ 20 บาท ถ้าลูกใหญ่หน่อย ก็ 30 จนถึง 45 บาท นอกจากนั้นแล้ว ดอยอ่างขางในฤดูร้อนจะเขียวขจีทั้งดอย ไม้พลัดใบต่าง ๆ ที่อยู่บนดอย ใบจะออกเต็มที่ จะมีใบสีเขียว ส่วนไม้ดอกนั้น ส่วนใหญ่จะงดงามอกดอกตลอดปี บรรยากาศร่มรื่น เหมาะสำหรับผู้ต้องการไปพักผ่อน หลบความวุ่นวาย และ หลบลมร้อนอย่างยิ่ง

อ่างขางฤดูฝน
ยังไม่มีข้อมูล

2007年8月13日 星期一

พ.ศ. 2572
พุทธศักราช 2572 ตรงกับปีคริสต์ศักราช 2029 เป็นปีปกติสุรทินที่วันแรกเป็นวันจันทร์ตามปฏิทินเกรกอเรียน และเป็น

ปีระกา เอกศก จุลศักราช 1391 (วันที่ 16 เมษายน เป็นวันเถลิงศก) พ.ศ. 2572 เหตุการณ์

2007年8月12日 星期日


พุทธศักราช 880 ใกล้เคียงกับ

เมษายน ค.ศ. 337 - มีนาคม ค.ศ. 338
มหาศักราช 259 ค.ศ. 337 วันเกิด

2007年8月11日 星期六

ยูงทอง
ยูงทอง เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ 36 ประพันธ์ทำนองโดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยพระองค์ได้พระราชทานเพลงนี้ ให้เป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2506
ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในปี พ.ศ. 2477 เป็นต้นมา ทางมหาวิทยาลัยได้ใช้เพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนองมอญดูดาว ซึ่งประพันธ์โดยขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนนาคพันธุ์) เป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยเรื่อยมา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2504 ได้มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขณะเสด็จมาทรงดนตรี ณ เวทีลีลาศ สวนอัมพร ภายในพระราชวังดุสิต ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2504
พระองค์รับสั่งว่าจะทรงพระราชนิพนธ์เพลงประจำมหาวิทยาลัยพระราชทานให้แก่นักศึกษาธรรมศาสตร์ จนในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2506 พระองค์เสด็จฯ มาทรงดนตรี ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทรงบรรเลงทำนองเพลงที่จะพระราชทานให้เป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยด้วย โดยมีนายจำนงราชกิจ (จรัล บุณยรัตพันธุ์) เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้อง และยกร่างโดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช
ชื่อ ยูงทอง นี้ เรียกตามชื่อต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นต้นหางนกยูง ออกดอกสีเหลืองและแดงในช่วงหน้าร้อน ซึ่งทรงปลูกไว้จำนวน 5 ต้น ที่หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อนึ่ง เพลงพระราชนิพนธ์ยูงทองนั้น อาจจะมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก อาทิเช่น "เพลงพระราชนิพนธ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"

2007年8月10日 星期五



2007年8月9日 星期四

สงครามฝิ่น
สงครามฝิ่น (ภาษาอังกฤษ : Opium Wars) (ภาษาจีนกลาง : 鸦片战争) ฝิ่นเป็นยาเสพย์ติดที่ชาวจีนติดกันอย่างงอมแงมและติดกันมานาน ในรัชกาลจักรพรรดิหย่งเจิ้น (雍正) เคยมีดำริที่จะทำการปราบปรามฝิ่นแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ชาวจีนส่วนใหญ่ยังติดฝิ่นเรื่อยมา จนถึงรัชสมัยของจักรพรรดิเต้ากวง (道光) ปีที่ 19 พระองค์มีเจตนารมณ์อย่างแรงกล้าที่จะทำการปราบฝิ่น ทรงแต่งตั้งหลินเจ๋อสวี เป็นผู้ตรวจราชการสองมณฑล ขึ้นเป็นผู้นำในการกวาดล้างฝิ่นจากแผ่นดินจีน หลินเจ๋อสวีเริ่มงานด้วยการห้ามค้าฝิ่นในมณฑลกวางตุ้ง และจับพ่อค้าฝิ่นชาวจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดไปคุมตัวในเรือนจำ ใครที่มีหลักฐานว่าค้าฝิ่นจะต้องถูกประหาร และตัดศีรษะเสียบประจาน เพื่อข่มขู่ชาวจีนอื่น ๆ ให้เกรงกลัวจะได้ไม่กล้าค้าฝิ่นอีก นอกจากปราบปรามการค้าฝิ่นในหมู่ชาวจีน หลินเจ๋อสวี ยังได้พยายามฟื้นฟูสุขภาพชาวจีนที่ติดฝิ่น โดยจัดโครงการรณรงค์การอดฝิ่น มีชาวจีนหลายคนที่อดฝิ่นได้สำเร็จ ทางการก็จะประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้คนอื่น ๆ เอาเป็นแบบอย่างอันดีที่จะพยายามเลิกฝิ่นให้ได้ จากนั้นหลินเจ๋อสวีก็สั่งห้ามเรือพ่อค้าต่างชาติที่บรรทุกฝิ่นเข้ามาในอาณาจักรจีน โดยห้ามเรือล่องเข้าแม่น้ำจูเจียงมาเป็นเด็ดขาด และประกาศให้พ่อค้าต่างชาติที่มีฝิ่นในครอบครอง ต้องนำฝิ่นมาส่งมอบให้ทางการจีน แต่พ่อค้าชาวต่างชาติไม่สนใจคำสั่งของหลินเจ๋อสวี ยังคงค้าฝิ่นต่อไป หลินเจ๋อสวีจึงสั่งปิดล้อมย่านการค้าของคนต่างชาติใน และบีบให้พ่อค้าต่างชาติส่งฝิ่นให้ทางการจีน หลังจากปิดล้อมอยู่สองวัน พวกพ่อค้าต่างชาติก็ยอมมอบฝิ่นออกมาในที่สุด ฝิ่นที่ยึดได้ครั้งนี้ หลินสั่งให้เอาฝิ่นทั้งหมดไปละลายกับกรดน้ำส้ม กับเกลือและน้ำ เพื่อฆ่าฤทธิ์ของฝิ่น แล้วก็โยนทิ้งทะเลไปจนหมดสิ้น ผลจากการปราบปรามฝิ่นอย่างจริงจังของหลินเจ๋อสวี ทำให้ชาวต่างชาติโดยเฉพาะพ่อค้าอังกฤษที่มีผลประโยชน์จากการค้าฝิ่นมหาศาลไม่พอใจอย่างยิ่ง เพราะฝิ่นที่หลินเจ๋อสวีทำลายไปมีจำนวนมหาศาลถึง20,000 ลัง คิดเป็นน้ำหนักสองล้านปอนด์ครึ่ง และเนื้องจากฝิ่นเป็นสินค้าที่มีค่าสูง จึงยังมีพ่อค้าต่างชาติทั้งชาวอังกฤษและโปรตุเกส ยังคงลอบค้าฝิ่น แต่เปลี่ยนฐานการค้าจากตัวแผ่นดินใหญ่ในมณฑลกวางตุ้ง ไปอยู่ที่มาเก๊า และเกาะฮ่องกง ซึ่งมีทำเลดีกว่าแทน การกระทบกระทังระหว่างจีนกับอังกฤษยังคงมีต่อมา เมื่อชาวจีนถูกกลาสีเรือชาวอังกฤษฆ่าตายที่เกาลูน หลินเจ๋อสวีให้ทางอังกฤษส่งกลาสีที่ก่อเหตุมารับโทษตามกฎหมายจีน แต่กัปตันเอลเลียตของอังกฤษปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ผลจากการกระทบกระทั่งกันครั้งนี้ ทำให้หลินเจ๋อสวีขับไล่ชาวอังกฤษทั้งหมดต้องออกจากมาเก๊า แต่พ่อค้าเหล่านี้ก็ไปตั้งหลักที่ฮ่องกงแทน กัปตันเอลเลียต ขอความช่วยเหลือไปทางรัฐบาลอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษในยุคของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียซึ่งเป็นยุคสมัยของการล่าอาณานิคม ถือเป็นเหตุในการทำสงครามกับจีน โดยเริ่มครั้งแรกในปี ค.ศ. 1839 โดยสั่งให้บริษัทอีสต์อินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทการค้าของรัฐบาลอังกฤษ ส่งกองเรือไปช่วยที่ฮ่องกง เมื่อกองเรือรบกองแรกมาถึงซึ่งประกอบไปด้วยเรือปืนจำนวน 28 ลำ หลินเจ๋อสวีไม่เคยมีประสบการณ์กับการรบกับอาวุธที่ทันสมัยเช่นนี้ จึงถูกโจมตีจนกองเรือจีนพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว หนำซ้ำพวกขุนพลของจีนที่สู้แพ้อังกฤษ ยังไม่กล้ารายงานสถานการณ์ตามความเป็นจริง ทำให้หลินเจ๋อสวีเข้าใจผิดว่ากองเรือของจีนเอาชนะกองเรืออังกฤษได้ จึงถวายรายงานกับพระจักรพรรดิเต้ากวงว่า จีนได้รับชัยชนะ และยิ่งแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อพวกอังกฤษยิ่งขึ้น ในที่สุด ในปี ค.ศ. 1840ฝ่ายกองเรือรบอังกฤษก็บุกเข้าปากแม่น้ำจูเจียง และยึดเมืองกวางซูเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งเคลื่อนกองเรือรุกเข้ามาในแผ่นดินจีนขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ยังส่งกองเรือจำนวนหนึ่งไปยึดเมืองท่าริมทะเลเอาไว้ด้วย ความทราบถึงพระจักรพรรดิเต้ากวง จึงทรงตำหนิหลินเจ๋อสวีอย่างรุนแรง และปลดหลินเจ๋อสวีจากตำแหน่งทั้งหมด เนรเทศไปยังซินจียง และส่งแม่ทัพฉีซานมาแทน ฉีซานไม่สามารถต้านทานแสนยานุภาพของอังกฤษได้ ในปีค.ศ. 1842 กองทัพอังกฤษบุกเข้ายึดเมืองนานกิงได้ จนกระทั่ง ในที่สุดจำเป็นต้องเจรจาสงบศึกกับอังกฤษ ที่เมืองนานกิงนั่นเอง และยอมเซ็นสนธิสัญญาที่ชาวจีนถึอว่าอัปยศที่สุด ที่เรียกว่า สนธิสัญญานานกิงในปีเดียวกันนั้น เนื้อหาในสนธิสัญญาฉบับนี้ อังกฤษบังคับให้จีนเปิดเมืองท่าตามชายทะเลเพื่อค้าขายกับอังกฤษ รวมทั้งขอสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหนือดินแดนจีน คนที่ถือสัญชาติอังกฤษ จะไม่ต้องขึ้นศาลจีน รวมทั้งสิทธิใด ๆ ที่อังกฤษได้ ต่างชาติอื่น ๆ ก็ต้องได้ด้วย แม้ว่าเนื้อหาของสนธิสัญญานี้ จีนต้องเสียเปรียบอังกฤษเป็นอย่างมาก แต่จีนก็จำต้องเซ็นสัญญาเพื่อยุติสงครามที่จีนเสียเปรียบอย่างเทียบไม่ติด ต่อมาจีนก็สูญเสียเอกราชบนเกาะเกาลูนไปอีก ในวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1860 ตามสนธิสัญญาปักกิ่ง ในรัชกาลจักรพรรดิเสียนเฟิง (咸丰) ปีที่ 10 และอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1898 ตรงกับรัชกาลจักรพรรดิกวางสู (光緒帝) ปีที่ 24 สูญเสียพื้นที่เขตดินแดนใหม่(New Territories) ให้กับสหราชอาณาจักรในสัญญาเช่า 99 ปี นับแต่นั้น เซินเจิ้นและฮ่องกงก็ถูกแบ่งแยกการปกครองออกจากกัน และภายใน ค.ศ. 1900 คนจีนกว่า 13 ล้านคน ยังคงติดฝิ่นอยู่ เศรษฐกิจของจีนถูกทำลายลงอย่างย่อยยับจากการที่จีนต้องนำเข้าฝิ่นเป็นจำนวนมากมายมหาศาลและราชวงศ์ชิงก็ตกอยู่ในภาวะแห่งการล่มสลาย

2007年8月8日 星期三


นโปเลียน โบนาปาร์ต (ฝรั่งเศส:Napoléon Bonaparte, อิตาลี:Napoleone de Buonaparte นาโปเลโอเน เด บัวนาปารเต, อังกฤษ:Napoleon Bonaparte, 15 สิงหาคม พ.ศ. 2312 - 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2364) เป็นนายพลในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส ดำรงตำแหน่งผู้ปกครองประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2342 (ค.ศ. 1799) และได้กลายเป็นจักรพรรดิ ของชาวฝรั่งเศสระหว่างปี พ.ศ. 2347 (ค.ศ. 1804) ถึง พ.ศ. 2357 (ค.ศ. 1814) ภายใต้พระนามว่า นโปเลียนที่ 1 ผู้ได้มีชัยและปกครองดินแดนส่วนใหญ่ของทวีปยุโรป และได้แต่งตั้งให้แม่ทัพและพี่น้องของเขาขึ้นครองบัลลังก์ในราชอาณาจักรยุโรปหลายแห่งด้วยกัน เช่น ประเทศสเปน เมืองเนเปิลในประเทศอิตาลี แคว้นเวสต์ฟาเลนในประเทศเยอรมนี ประเทศเนเธอร์แลนด์ และประเทศสวีเดน
เนื่องจากไม่สามารถดับไฟสงครามที่โหมกระหน่ำประเทศฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2335 (ค.ศ. 1792) ลงได้ ซ้ำยังต้องผ่านการสู้รบครั้งแล้วครั้งเล่า นโปเลียนได้เห็นจักรวรรดิของเขาล่มสลายภายในสิบปีนับตั้งแต่เขาขึ้นครองราชย์ เหลือไว้แต่เพียงผลงานทางราชการมากมายที่ชายผู้ไม่ธรรมดาคนนี้ได้สร้างไว้
ความพยายามใด ๆ ในการเขียนเรื่องราวที่มีเนื้อหาเป็นกลางเกี่ยวกับบุคคลผู้นี้นับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ตามคำกล่าวอ้างของนักประวัติศาสตร์สตีเวน อิงลุนด์ รูปแบบ ที่เหมาะสมที่สุดในการกล่าวถึงนโปเลียน คงจะเป็น ความชื่นชมที่เจือปนด้วยความประหลาดใจ และความเห็นคัดค้านที่เจือปนด้วยความเศร้า

วัยเด็กและการเข้ารับราชการทหาร
เพื่อเป็นรางวัล ที่สามารถการนำกองพลปืนใหญ่ปราบกบฏฝ่ายฝักใฝ่กษัตริย์ได้ นโปเลียนได้รับการแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพแห่งกองกำลังอิตาลี เพื่อยึดอิตาลีกลับคืนมาจากออสเตรีย กองกำลังของเขาขาดแคลน ทั้งยุทโธปกรณ์และเสบียงคลัง ซึ่งแม้เขาจะอดมื้อกินมื้อ และแต่งตัวซอมซ่อ แต่ก็ได้ฝึกฝนนายทหารในบังคับบัญชาด้วยความขะมักเขม้น และสามารถนำทัพเข้าปะทะกับกองกำลังของออสเตรียที่มีจำนวนมากกว่า และมียุทโธปกรณ์พร้อมกว่าได้ ในการรบหลายต่อหลายครั้ง ในสมรภูมิที่เมือง มองเตอโนต โลดี หรือ อาร์โกล มีนโปเลียนเป็นผู้นำทัพด้วยตนเอง การรบท่ามกลางห่ากระสุนทำให้ มุยร็อง เพื่อนและผู้ช่วยของเขาเสียชีวิต นโปเลียนเป็นนายทหารฝีมือฉกาจ ผู้ซึ่ง อยู่ทุกหนทุกแห่งและมองเห็นทุกอย่าง ว่องไวดุจสายฟ้าแลบและโจมตีดุจสายฟ้าฟาด เขาเป็นที่เคารพนับถือของผู้ใต้บังคับบัญชา ด้วยความสามารถในการบัญชาการ ความกล้าหาญและความเลือดเย็น ในบรรดานายทหารหลายนายที่แวดล้อมเขา นโปเลียนได้มองเห็นความสามารถของนายทหารนิรนามคนหนึ่ง ชื่อลานน์
ตลอดการสู้รบในช่วงเวลานั้น ภาพวาดกองบัญชาการของนโปเลียนในสมัยนั้น ได้แสดงให้เห็นว่า นโปเลียนได้ใช้ระบบสื่อสารทางไกล ระบบแรกของโลกที่เรียกว่าโทรเลขที่คิดค้นโดยโกลด ชาปป์ (เช่นเดียวกับกองบัญชาการรบอื่น ๆ ในสมัยนั้น) นโปเลียนได้ทำให้ออสเตรียซึ่งบัญชาการโดยอาร์คดยุคชาร์ลส จำเป็นต้องลงนามในสนธิสัญญาที่เสียเปรียบ ที่มีชื่อว่าสนธิสัญญากัมโป-ฟอร์มิโอ ว่าด้วยเรื่องการให้ฝรั่งเศสเข้าครองเบลเยียม และยืดพรมแดนไปติดแม่น้ำไรน์ ส่วนออสเตรียได้ถือครองแคว้นเวเนเซีย
เหตุการณ์ที่ประเทศอิตาลีนี้เอง ที่ทำให้นโปเลียนได้ตระหนักถึงพลังอำนาจของตน รวมทั้งสถานการณ์ที่เขาเป็นต่อ เขาเป็นจ้าวแห่งสนามรบเช่นเดียวกับในทุก ๆ ที่ เมืองมิลานเกิดสภาพคล้าย ๆ กับพระราชวังเล็ก ๆ รายล้อมนายพลนโปเลียน ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของบรรดาเศรษฐีชาวอิตาลีเอาไว้ และได้เปรียบคู่ต่อสู้อยู่มาก แต่เขาก็ยังห่างไกล กับคณะกรรมาธิการรัฐ ที่มีอำนาจบริหารจัดการประเทศ ในปี พ.ศ. 2340 (ค.ศ. 1797) ด้วยแผนการของนายพลโอเฌโร นโปเลียนได้จัดการทางการเมืองบางอย่างที่ทำให้เหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ยังคงมีอำนาจในกรุงปารีสแตกฉานซ่านเซ็น และสามารถรักษาสาธารณรัฐของพวกฌาโกแบงเอาไว้ได้

ปฏิบัติการในอิตาลี
ในปี พ.ศ. 2341 (ค.ศ. 1798) สมัชชาการปฏิวัติแห่งชาติฝรั่งเศส ได้กังวลต่อกระแสความนิยมที่ประชาชนมีต่อนโปเลียนที่เพิ่มสูงขึ้น จึงได้บัญชาการให้เขานำทัพบุกอียิปต์ โดยอ้างว่าฝรั่งเศสต้องการเข้าครองครองดินแดนตะวันออกใกล้ และตะวันออกกลางเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของอังกฤษไปยังอินเดีย เนื่องด้วยนโปเลียนชื่นชมยุคแสงสว่างอยู่แล้ว เขาจึงได้ตัดสินใจนำคณะนักวิทยาศาสตร์หลากหลายสาขาร่วมทัพไปกับเขาด้วย และจัดตั้งสถาบันอียิปต์ศึกษาขึ้น หนึ่งในเจ้าหน้าที่หนุ่มผู้ชาญฉลาดที่ร่วมเดินทางไปกับเขา ชื่อปิแอร์-ฟร็องซัวส์-ซาวิเย บูชาร์ด ได้ค้นพบศิลาจารึกแห่งโรเซตตา ที่ทำให้นักอียิปตวิทยา ฌอง-ฟร็องซัวส์ ช็องโปฺลลิยอง สามารถถอดรหัสอักษรไฮโรกลิฟฟิก ได้ในเวลาต่อมา
หลังจากที่มีชัยในการรบที่ มองต์ ตาบอร์ (ฝรั่งเศสต้องการยึดเมืองในอียิปต์คืนจึงรบกับตุรกีที่มีอังกฤษหนุนหลัง) เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2342 (ค.ศ. 1799) การเดินทัพต่อไปยังซีเรียของนโปเลียนต้องชะงักเนื่องจากการระบาดของกาฬโรค อันเป็นเหตุให้มีประชาชนล้มตายเป็นจำนวนมาก นโปเลียนได้เข้าจัดการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อกาฬโรคที่เมืองจาฟฟาเท่าที่สามารถทำได้
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2341 (ค.ศ. 1798) นโปเลียนมีชัยต่อกองกำลังมาเมอลุก (ทาสรับใช้กาหลิบของจักรวรรดิออตโตมัน) ในการรบที่พีระมิด ในสงครามเอ็มบาเบห์ ทำให้ชื่อของเขาขจรขจายไปไกล แต่การพ่ายแพ้ของเขากลับไม่เป็นที่กล่าวถึง เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม และ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2341 (ค.ศ. 1798) ทัพเรือของฝรั่งเศสที่นำนโปเลียนถูกกองเรือของโฮราชิโอ เนลสัน (ของอังกฤษ) ทำลายเกือบย่อยยับในการรบที่อ่าวอาบูกีร์
สถานการณ์ระหว่างนโปเลียนกับสมัชชาแห่งชาติดีขึ้น ทำให้เขาสละตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพอียิปต์ให้กับฌอง-บัพติส เกลฺแบร์ และเดินทางกลับฝรั่งเศส ตลอดเส้นทางกลับกรุงปารีส นโปเลียนได้รับเสียงโห่ร้องชื่นชมจากประชาชนในฐานะวีรบุรุษ ส่วนฌอง-บัพติส เกลฺแบร์ ต้องพ่ายการรบเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2344 (ค.ศ. 1801) หลังจากเสียนายทหารไปกว่า 13,500 นาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหยื่อของโรคระบาด

ปฏิบัติการในอียิปต์
เมื่อนายพลนโปเลียนเดินทางกลับมาถึงกรุงปารีส เขาได้เข้าพบปะสนทนากับตัลเลย์ร็อง ผู้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นักการเมืองผู้มีประสบการณ์ และผู้รู้เกมการเมืองเป็นอย่างดี เขาได้ช่วยเตรียมการก่อรัฐประหาร โค่นล้มระบอบปกครองโดยคณะมนตรี ที่กำลังอ่อนแอและประชาชนเกลียดชัง โดยการโน้มน้าวผู้แทนราษฎรเลือกรัฐบาลใหม่ บีบให้หัวหน้าคณะรัฐบาลเดิมลาออก แล้วเลือกหัวหน้ารัฐบาลใหม่เข้ามาแทน ประกอบด้วยบุคคลสามคนที่ปราศจากมลทิน อันได้แก่ เอ็มมานูเอล โฌเเซฟ ซีแยส์ โรเฌ่ร์ ดือโกส์ (สมาชิกคณะมนตรีแห่งการปฏิวัติสองในจำนวนทั้งหมดห้าคน) และนโปเลียน ผู้ซึ่งได้รับความไว้วางใจ ให้มาเป็นส่วนหนึ่งของแผนการ นับตั้งแต่เขายอมไปออกรบที่อียิปต์ และกลับมาในฐานะวีรบุรุษ วัตถุประสงค์ของการก่อรัฐประหารครั้งนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นใจให้ฝ่ายปฏิรูปหัวก้าวหน้า (ที่ต้องการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งตรงข้ามกับพวกจาโคบังที่ยึดติดกับระบอบกษัตริย์) ว่าจะยังรักษาความมั่งคั่งไว้ได้ต่อไป และนโปเลียนที่เชื่อในระบอบสาธารณรัฐยอมก็เสี่ยงกับแผนการดังกล่าว เพราะมีกระแสจะนำพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 มาขึ้นครองราชย์และฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ ซึ่งหมายความว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ผ่านมานั้นไร้ผล
หลังจากที่ฝ่ายปฏิรูปหัวก้าวหน้าสามารถโน้มน้าวให้วุฒิสภาเห็นชอบกับการล้มล้างระบอบปกครองโดยคณะมนตรีได้แล้ว แผนการของการก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 18 เดือนบรูแมร์ พ.ศ. 2342 (ค.ศ. 1799) (ตามระบบปฏิทินของสาธารณรัฐฝรั่งเศส) ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้ นโปเลียนจะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อรักษาความสงบในกรุงปารีสและในรัฐสภา จากนั้นจึงจัดการโยกย้ายที่ทำการรัฐสภาไปยังเมืองแซงต์-กลูด เพื่อไม่ให้เกิดการจลาจลในกรุงปารีสขณะก่อรัฐประหาร และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยอ้างเหตุผลว่าลัทธิฌาโกแบงกำลังเสี่ยงต่อภัยคุกคามถึงขั้นถูกล้มล้างได้ ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1789เป็นต้นมา รัฐสภาก็ถูกประชาชนชาวปารีสคุกคามมาโดยตลอด
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 19 เดือนบรูแมร์ ที่เมืองแซงต์-กลูด ฝ่ายปฏิรูปหัวก้าวหน้าได้เตรียมการเกลี้ยกล่อมให้คณะมนตรีแห่งการปฏิวัติห้าคน ยกขบวนลาออกจากรัฐสภาแห่งชาติ รวมทั้งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติห้าร้อยคนเลือกรัฐบาลใหม่ แต่แผนการดำเนินไปอย่างล่าช้าเนื่องจากแนวคิดนี้ไม่ได้รับฉันทามติจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะพวกฌาโกแบงสองคนไม่ยอมลาออก นโปเลียนเฝ้ารอและตัดสินใจเข้าแทรกแซงในที่สุด
เขาได้นำกำลังทหารเข้าไปในห้องประชุมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติห้าร้อยคน ที่กำลังถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน และได้พยายามพูดโน้มน้าวให้สภาดังกล่าวยอมรับการโค่นล้มระบอบปกครองโดยมุขมนตรี แต่ไม่มีผู้แทนคนใดยอมรับฟัง การเข้าแทรกแซงดังกล่าวทำให้นโปเลียนถูกบังคับให้ลาออกจากรัฐสภาแห่งชาติ แต่สถานการณ์กลับตาลปัดเมื่อมีผู้พยายามลอบแทงนโปเลียนในห้องประชุมสภา ฝ่ายได้เปรียบกลายเป็นฝ่ายนโปเลียนและลือเซียง โบนาปาร์ต น้องชายของนโปเลียนผู้ซึ่งเป็นผู้กุมบังเหียนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติห้าร้อยคนเอาไว้ ลูเซียนต้องการช่วยนโปเลียนจากสถานการณ์คับขัน จึงจัดการให้มีผู้ลอบแทงนโปเลียนเพื่อหาความชอบธรรมให้กองทัพเข้าแทรกแซง ภาพของผู้แทนที่โผล่มาจากทางหน้าต่างเพื่อลอบแทงนโปเลียนแพร่กระจายไปทั่ว นโปเลียนเป็นผู้ได้เปรียบในสถานการณ์นี้อย่างมาก เขาอ้างว่าถูกสมาชิกรัฐสภาใส่ร้ายว่าจะก่อรัฐประหารและเกือบจะถูกลอบสังหาร ทำให้เขาสามารถนำกองทัพเข้าบุกรัฐสภาที่เมืองแซงต์-กลูด และก่อรัฐประหารได้สำเร็จในที่สุด
แม้จะก่อรัฐประหารสำเร็จ แต่นโปเลียนก็ยังยึดติดกับรูปแบบการปกครองโดยกระบวนการทางกฎหมายอยู่ ในคืนวันที่ 19 เดือนบรูแมร์ หลังก่อรัฐประหารสำเร็จ คณะผู้แทนยังคงอยู่ที่แซงต์-กลูดเพื่อลงมติเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการสองชุดในการเตรียมร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แสดงให้เห็นได้ว่า นโปเลียนต้องการผลักดันให้มีระบอบการปกครอง ที่กิจการต่าง ๆ ของรัฐผ่านการลงมติจากคณะผู้แทนราษฎร
วันที่ 20 เดือนบรูแมร์ กงสุลสามคนได้รับการแต่งตั้งให้บริหารประเทศ ได้แก่ นโปเลียน, เอ็มมานูเอล โฌแซฟ ซีแยส์ และโรเฌ่ร์ ดือโกส์ นับเป็นจุดเริ่มต้นระบบการปกครองโดยคณะกงสุล
นโปเลียนได้ประกาศว่า "ประชาชนทั้งหลาย...การปฏิวัติยังคงยึดมั่นบนหลักการเดียวกันกับเมื่อมันได้เริ่มต้นขึ้น นั่นคือ การปฏิวัติสิ้นสุดลงแล้ว"'''Citoyen,la Revolution est fixee aux principe qui l'avait commencee elle est finie! ระบอบกงสุลได้ถูกจัดตั้งขึ้น เป็นระบอบการปกครองที่อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือกงสุลสามคน ซึ่งอันที่จริงแล้ว มีเพียงกงสุลคนแรกเท่านั้นที่กุมอำนาจไว้อย่างแท้จริง ฝรั่งเศสเตรียมเข้าสู่ยุคใหม่ที่ประชาชนในชาติจะต้องฝากชะตาไว้ในมือของจักรพรรดิ

ก่อรัฐประหาร
นโปเลียนได้เริ่มการปฏิรูปนับตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของการปกครองในระบอบกงสุล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา กระบวนการยุติธรรม การคลัง และระบบราชการ ประมวลกฎหมายแพ่งที่ฌอง-ฌากส์ เรฌีส์ เดอ กองบาเซเเรส์เป็นผู้เรียบเรียงขึ้นนั้น เป็นที่รู้จักในนามของกฎหมายนโปเลียน แห่งปี พ.ศ. 2347 (ค.ศ. 1804) และยังมีผลบังคับใช้ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี กฎหมายแพ่งดังกล่าวนั้นมีรากฐานมาจาก กฎหมายในหมวดต่าง ๆ รวมถึงขนบธรรมเนียมหลากหลายจากระบอบปกครองในสมัยโบราณ ซึ่งนโปเลียนได้รวบรวมขึ้นใหม่
ผลงานทางราชการของนโปเลียนมีต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2357 (ค.ศ. 1814) เขาได้จัดตั้งโรงเรียนมัธยม ธนาคารแห่งชาติฝรั่งเศส ระบบเงินฟรังก์แฌร์มินาล ที่ว่าการอำเภอ สภาที่ปรึกษาของรัฐ ริเริ่มการรังวัดพื้นที่ทั่วอาณาจักรฝรั่งเศส และจัดตั้งสมาคมเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งชาติ (L'ordre national de la Légion d'honneur)
ในปี พ.ศ. 2343 (ค.ศ. 1800) นโปเลียนได้นำทัพบุกออสเตรียและยึดครองได้สำเร็จ ทำให้ออสเตรียที่พ่ายต่อทัพของนโปเลียนที่สมรภูมิเมืองมาเร็งโก และต่อทัพของฌอง วิคตอร์ มารี โมโรที่เมืองโฮเฮนลินเดอร์ ต้องยอมลงนามในสนธิสัญญาลูเนวิลล์ ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2344 (ค.ศ. 1801) ซึ่งทำให้อังกฤษยอมลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกอาเมียงในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2344 ในกาลต่อมา ถ้าหากแม้อำนาจของนโปเลียนถูกสั่นคลอนภายหลังก่อรัฐประหาร ชัยชนะในสมรภูมิที่เมืองมาเร็งโกก็ทำให้สถานการณ์ของนโปเลียนแข็งแกร่งขึ้นเป็นอันมาก
เขาได้ส่งทหาร 70,000 นายไปยังเมืองเเซงต์-โดมังก์ (ชื่อของเฮติที่อยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสในสมัยนั้น) ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพลชาร์ลส เลอแคลฺ เพื่อฟื้นฟูอำนาจของฝรั่งเศส หลังจากประสบความสำเร็จมาพอสมควร โดยเฉพาะจากการจับตูเเซงต์ ลูแวร์ตูร์ (ผู้ซึ่งเสียชีวิตที่ฟอร์ เดอ จัวย์ ที่อำเภอดูบส์ วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2346) กองทัพของเขาก็ถูกทำลายโดยการระบาดของไข้เหลือง เมื่อเห็นดังนี้ นโปเลียนจึงยอมขายมลรัฐลุยเซียนา ให้กับสหรัฐอเมริกา ดินแดนขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ
เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2343 (ค.ศ. 1800) (วันคริสตมาสอีฟ) ได้มีการลอบวางระเบิดนโปเลียนที่ถนนซังต์-นิเคส ในกรุงปารีส ขณะที่ขบวนรถม้าของเขากำลังมุ่งหน้าไปโรงโอเปร่า รถม้าของกงสุลใหญ่ได้ควบผ่านพ้นจุดเกิดเหตุไปอย่างรวดเร็ว ระเบิดเกิดปะทุขึ้นช้ากว่าที่คาดทำให้กระจกรถม้าแตกกระจายเท่านั้น แต่สถานที่เกิดเหตุที่กลายเป็นซากปรักหักพังเต็มไปด้วยความโกลาหล มีผู้เสียชีวิตกว่าสิบคน โฌเเซฟ ฟูเช ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทในสมัยนั้น ได้พิสูจน์ว่าอาชญากรรมดังกล่าวเป็นฝีมือกลุ่มฝักใฝ่กษัตริย์ ในขณะที่นโปเลียนเชื่อว่าเป็นฝีมือของพวกฌาโกเเบง การประหารดยุคแห่งอิงไฮน์เป็นหนึ่งในผลพวงตามมา
ในปี พ.ศ. 2345 (ค.ศ. 1802) นโปเลียนได้รื้อฟื้นระบบทาสในดินแดนอาณานิคมขึ้นอีกตามคำขอของภริยา อันได้แก่นางโฌเซฟีน เดอ โบอาร์เเนส์ (ชาวเบเก จากหมู่เกาะ มาร์ตีนีก) การฟื้นฟูดังกล่าวทำให้ระบบเศรษฐกิจที่ล้มเหลวของอาณานิคมโพ้นทะเลทางตะวันออกของมหาสมุทรอินเดียกระเตื้องขึ้น ต้องรอถึงปี พ.ศ. 2391 (ค.ศ. 1848) กว่าความพยายามในการเลิกทาสอย่างเด็ดขาดจะประสบความสำเร็จ
หลังจากที่นโปเลียนได้ขยายอิทธิพลไปถึงสวิส ที่ได้จัดตั้งสถาบันกระจายอำนาจในปัจจุบัน และไปยังเยอรมนี กรณีพิพาทของมอลตาก็เป็นข้ออ้างให้อังกฤษประกาศสงครามกับฝรั่งเศสอีกครั้งในปี พ.ศ. 2346 (ค.ศ. 1803) รวมทั้งหนุนหลังฝ่ายฝักใฝ่ระบอบกษัตริย์ที่ต่อต้านนโปเลียน นโปเลียนได้ตอบโต้ด้วยแนวคิดในการบุกอังกฤษ และเพื่อข่มขวัญฝ่ายฝักใฝ่กษัตริย์ที่อาจจะกำลังลอบวางแผนโค่นล้มเขาอยู่ กงสุลใหญ่ได้สั่งประหารดยุคแห่งอิงไฮน์ เจ้าชายแห่งราชวงศ์บูร์บอง
การประหารเกิดขึ้นที่เมืองเเวงเเซนน์ชานกรุงปารีส ภายหลังการไต่สวนที่ถูกจัดฉากให้ดูเป็นไปตามกระบวนการ (ซึ่งก็พบว่าเจ้าชายไม่มีความผิด) มีเพียงอังกฤษเท่านั้นที่ทักท้วง ส่วนรัสเซียและออสเตรียนั้น สงวนท่าทีไม่ยอมทัดทาน ทำให้เกิดเสียงเล่าลือเกี่ยวกับนโปเลียนว่าเป็น โรเเบสปิแยร์บนหลังม้า (โรแบสปิแยร์เป็นอดีตนักการเมืองฝรั่งเศสผู้โหดเหี้ยม) (ที่เกาะเเซงต์-เตเเลน นโปเลียนยอมรับความผิดนี้ แม้ว่าตัลเลย์รองจะมีส่วนพัวพันด้วยก็ตาม) หลังจากได้ก่อความผิดนี้ต่อสาธารณรัฐ และเพื่อไม่ให้กงสุลใหญ่ขึ้นชื่อว่าก่อคดีสังหารบุคคลในราชวงศ์ซ้ำซ้อน นโปเลียนจึงได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2347 (ค.ศ. 1804)
ถ้าจะว่ากันไปแล้ว จักรวรรดิฝรั่งเศสเกิดขึ้นจากคำขอของวุฒิสภา นักประวัติศาสตร์สตีเฟน อิงลุนด์เชื่อในแนวความคิดที่ว่า การสถาปนาตนขึ้นเป็นจักรพรรดิของนโปเลียนนั้นเป็นไปเพื่อปกป้องสาธารณรัฐ หากนโปเลียนถูกโค่น กลุ่มคนต่าง ๆ จะล่มสลายไปกับเขาด้วย จักรพรรดิได้กลายมาเป็นสถาบัน ตอกย้ำความยั่งยืนของความเชื่อในการปกครองระบอบสาธารณรัฐ หากนโปเลียนตาย นั่นคือการสูญเสียผู้สืบทอดตำแหน่งที่มีหน้าที่ปกป้องประเทศจากความโกลาหล และนั่นหมายถึงความสูญเสียของสิ่งที่ได้มาจากการปฏิวัติฝรั่งเศส (ความเสมอภาค อิสรภาพ และ ความยุติธรรม) การที่เงินเหรียญของทางการฝรั่งเศสจารึกคำว่า จักรพรรดินโปเลียน - สาธารณรัฐฝรั่งเศส นั้น มิใช่คำพูดเสียดสีแต่อย่างใด
การปกครองของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้กลายมาเป็นระบอบจักรวรรดินิยม ในภายหลังเท่านั้น เพื่อปกป้องสิ่งที่ได้มาจากการปฏิวัติฝรั่งเศส
พิธีขึ้นครองราชย์ของนโปเลียนมีขึ้น ภายใต้พระเนตรของสมเด็จพระสันตะปาปา ที่ไม่ได้รับเกียรติให้สวมมงกุฎให้นโปเลียน แต่ถูกลดบทบาทให้แค่มาร่วมอวยพรผู้นำฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ก็นับเป็นโอกาสดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสกับวาติกัน การลงนามของกงสุลใหญ่ในปี พ.ศ. 2344 (ค.ศ. 1801) นั้น มีเนื้อหายอมรับว่าคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก เป็นศาสนาของชาวฝรั่งเศสส่วนใหญ่ แต่ไม่ใช่ศาสนาประจำชาติ นับแต่นั้นเป็นต้นมา นักบวชจะต้องอยู่ในความควบคุมของรัฐ ในการฟื้นฟูนิกายโรมันคาธอลิก ทำให้เกิดความกังขาว่า เป็นไปได้หรือที่จะเกิดการฟื้นฟูนิกายโรมันคาทอลิก ภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปีหลังจากที่หลวงยึดทรัพย์สินของโบสถ์? นโปเลียนสงวนท่าทีต่อหน้าสมเด็จพระสันตะปาปา เขาออกไปต้อนรับพระสันตะปาปาที่ป่าฟองเเตนโบล โดยขี่ม้าไปและสวมชุดล่าสัตว์ ทำให้ฉากการพบปะดังกล่าวมีลักษณะเหมือนการพบกันโดยบังเอิญ และเช่นเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2347 จักรพรรดิมิได้เป็นผู้เดินทางไปประกอบพิธีขึ้นครองราชย์ที่กรุงโรม ตามที่จักรพรรดิเยอรมันเคยกระทำ แต่เป็นพระสันตะปาปาที่ถูกเชิญมายังกรุงปารีส ราวกับว่าเป็นนักบวชที่เดินทางมาแสวงบุญ
เราจะเห็นได้ว่า การที่นโปเลียนเข้าหาศาสนจักรนั้น เป็นไปเพื่อผลประโยชน์เฉพาะอย่าง (สร้างสัมพันธ์ระหว่างคาธอลิกกับฝรั่งเศส และทำให้จักรพรรดิมีฐานะเทียบเท่ากับกษัตริย์อย่างถูกต้อง) และเมื่อพระสันตะปาปามีท่าทีกระด้างกระเดื่องต่อคำสั่งของนโปเลียน เขาก็ไม่รอช้าที่จะขังพระสันตะปาปาไว้ในพระราชวังฟองเเตนโบล

จากกงสุลกลายเป็นจักรพรรดิ
ในปี พ.ศ. 2347 (ค.ศ. 1804) ยังไม่ถึงเวลาแห่งการออกรบครั้งใหญ่เพื่อยึดครองดินแดน และนโปเลียนซึ่งยึดติดกับแนวความคิดว่า สันติภาพอย่างถาวรจะมีได้ ต่อเมื่อปราบสหราชอาณาจักรลงได้เท่านั้น ได้ร่วมกับพลเรือเอกลาตุชเชอ-เตรวิลล์ (ผู้ซึ่งเสียชีวิตก่อนจะกระทำการสำเร็จ) วางแผนบุกอังกฤษ ซึ่งเป็นแผนที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง จากการรบที่สมรภูมิทราฟัลการ์ กองเรือฝรั่งเศส-สเปนที่บัญชาการโดยพลเรือเอกวิลล์เนิฟถูกพลเรือเอกเนลสันของอังกฤษตีจนแตกพ่าย ทำให้สหราชอาณาจักร กลายเป็นมหาอำนาจทางทะเล นับแต่นั้นจวบจนในอีกหนึ่งศตวรรษต่อมา
ในปีเดียวกันนั้นเอง (พ.ศ. 2348) ได้มีการจัดตั้งกลุ่มแนวร่วมที่สามในยุโรปขึ้นเพื่อต่อต้านนโปเลียน ทำให้จักรพรรดิผู้ซึ่งกำลังบัญชาการ จากเมืองบูลอญในฝรั่งเศส เพื่อเตรียมการบุกบริเตนใหญ่ ต้องเผชิญกับสงคราม ซึ่งเกิดขึ้นในอีกฟากหนึ่งของทวีปยุโรปอย่างกะทันหัน นโปเลียนได้สั่งให้ตั้งรับโดยทันที โดยบังคับให้นำทัพใหญ่ออกเดินเท้า และสัญญาว่าจะนำชัยชนะ ต่อพวกออสเตรียและรัสเซียมาให้จากสมรภูมิเอาชแตร์ลิทซ์ ที่ได้ชื่อว่าเป็น"สงครามสามจักรพรรดิ"
ในปี พ.ศ. 2349 (ค.ศ. 1806) ปรัสเซียได้ก่อเหตุพิพาทครั้งใหม่ ซึ่งเป็นแผนการที่นโปเลียนยังชื่นชม ในความรวดเร็วของการนำแนวคิดเรื่อง "จิตวิญญาณแห่งโลก"ของเฮเกลมาใช้ แต่นโปเลียนก็สามารถกวาดล้างกองทัพปรัสเซีย ที่การรบในสมรภูมิอิเอนาได้ในที่สุด (ซึ่งได้ความยินดีเป็นสองเท่าจากชัยชนะของดาวูต์ ที่เมืองโอเออสเต็ดท์ในช่วงเวลาเดียวกัน) แต่นโปเลียนยังไม่หยุดแค่นั้น ในปีถัดมาเขาได้เดินทัพข้ามโปแลนด์และสิ้นสุดลงด้วยการลงนามในสนธิสํญญาเมืองทิลสิทในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2350 (ค.ศ. 1807) กับพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่หนึ่ง ซาร์แห่งรัสเซีย อันเป็นสนธิสัญญาว่าด้วยการแบ่งดินแดนยุโรปกันระหว่างฝรั่งเศสและรัสเซีย สองมหาอำนาจในขณะนั้น เพื่อเป็นการข่มขวัญศัตรู (ฝรั่งเศสครองยุโรปตะวันตก และรัสเซียครองยุโรปตะวันออก โดยมีโปแลนด์อยู่ตรงกลาง)
นโปเลียนผู้ซึ่งได้รับการศึกษาจากโรงเรียนและครูบาอาจารย์ในระบอบเก่า ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งนายทหารในกองทัพหลวง ได้ทำลายกฎเกณฑ์ดั้งเดิมทางการทหารอย่างสิ้นเชิง ด้วยการไม่ริเริ่มสงครามที่กินเวลานานกว่าหนึ่งศตวรรษในการรบด้วยพลทหาร 30 ถึง 50,000 นาย แต่มองหาการรบที่สามารถเผด็จศึกได้อย่างเด็ดขาด ใช้ทหารกว่า 100,000 นายหากจำเป็น นั่นคือนโปเลียนไม่ต้องการจะเป็นผู้นำในสมรภูมิเท่านั้น แต่ต้องการจะบดขยี้ศัตรูอีกด้วย
ในปี พ.ศ. 2351 (ค.ศ. 1808) นโปเลียนได้สร้างระบบศักดินาของจักรวรรดิฝรั่งเศสให้แก่กลุ่มชนชั้นสูงที่แวดล้อมเขา ไม่นานต่อมา บรรดานายพันและนายพลของนโปเลียนต่างได้รับฐานันดรเป็นท่านเค้าท์แห่งจักรวรรดิ เจ้าชายแห่งเนอชาเเตล ดยุคแห่งโอเออสเต็ดท์ ดยุคแห่งมองต์เบลโล ดยุคแห่งดันต์ซิก ดยุคแห่งเอลชิงเกน กษัตริย์แห่งเนเปิล ฯลฯ
จากกรุงอัมสเตอร์ดัมจากถึงกรุงโรม จักรวรรดิของนโปเลียนมีประชากรรวมทั้งสิ้นกว่า 70 ล้านคน โดยมีเพียง 30 ล้านคนเท่านั้นที่เป็นชาวฝรั่งเศส

จักรวรรดิเรืองอำนาจ
เนื่องด้วยแนวคิดของอังกฤษที่จะกีดกันเรือสินค้าฝรั่งเศส นโปเลียนเลยพยายามจะบังคับให้เกิดการกีดกันภาคพื้นทวีป โดยมีวัตถุประสงค์จะหยุดยั้งกิจกรรมทางการพาณิชย์ของอุตสาหกรรมอังกฤษ โปรตุเกส อันเป็นประเทศพันธมิตรของอังกฤษมาเป็นเวลาช้านาน ปฏิเสธที่จะลงนามในสนธิสัญญานี้ นโปเลียนจึงขอความช่วยเหลือจากสเปนในการบุกโปรตุเกส ในที่สุดเขาก็ได้รุกรานประเทศสเปน และตั้งโฌเเซฟ โบนาปาร์ต น้องชายขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองที่นั่น และโปรตุเกสก็ถูกนโปเลียนรุกรานเช่นกันในปี พ.ศ. 2350 (ค.ศ. 1807) ประชากรส่วนหนึ่งของสเปนที่คลั่งใคล้ในกลุ่มนักบวชได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านชาวฝรั่งเศส ในไม่ช้า กองพลทหารราบฝีมือเยี่ยมของอังกฤษ บัญชาการโดยว่าที่ดยุคแห่งเวลลิงตัน(อาร์เธอร์ เวลสลีย์)ก็ได้เคลื่อนทัพสู่สเปน โดยผ่านประเทศโปรตุเกสในปี พ.ศ. 2351 (ค.ศ. 1808) และด้วยความช่วยเหลือของกลุ่มผู้รักชาติชาวสเปน ก็ได้ผลักดันกองทัพฝรั่งเศสออกจากคาบสมุทรอีเบเรีย ในขณะที่กองทหารที่ฝีมือดีที่สุดของฝรั่งเศสดำเนินภารกิจอยู่ในสเปน ออสเตรียก็ได้บุกฝรั่งเศสอีกครั้งจากแถบเยอรมนี และถูกปราบลงอย่างราบคาบในสมรภูมิที่เมืองวากร็อง จอมพลลานส์ เพื่อนและผู้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ของจักรพรรดินโปเลียนได้ถึงแก่กรรมที่เมืองเอสลิง
หลังจากที่พระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย ได้รับการหนุนหลังจากชนชั้นสูงในรัสเซียที่เข้าข้างฝ่ายอังกฤษ ก็ได้ปฏิเสธที่จะร่วมมือกับนโปเลียนในการโจมตีสหราชอาณาจักร นโปเลียนซึ่งเชื่อว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงสงครามกับอังกฤษได้ ได้กรีฑาทัพบุกรัสเซียในปี พ.ศ. 2355 (ค.ศ. 1812) ทัพใหญ่ของนโปเลียนประกอบด้วยกองทัพพันธมิตรอิตาลี เยอรมนี และออสเตรียมีขนาดมหึมา มีทหารกว่า 600,000 นายที่ร่วมเดินทัพข้าม แม่น้ำนีเมน
พวกรัสเซียที่บัญชาการโดยมิคาอิล อิลลาริโอโนวิทช์ โกเลนิทเชฟ-คูตูโซฟ ได้ใช้ยุทธวิธี แผ่นดินเดือด โดยถอยร่นให้ทัพฝรั่งเศสตามเข้ามาให้รัสเซีย การรบที่สมรภูมิเมืองมอสโกวาเมื่อวันที่ 12 กันยายน ไม่มีผู้ใดแพ้ชนะ แม้ว่าพวกรัสเซียจะเป็นฝ่ายทิ้งชัยภูมิ แต่ทั้งสองฝ่ายก็เสียทหารไปในจำนวนเท่า ๆ กัน
วันรุ่งขึ้นหลังจากกองทัพฝรั่งเศสเคลื่อนทัพเข้ากรุงมอสโก ก็พบว่ามอสโกกลายเป็นเมืองร้าง เมื่อฝรั่งเศสตายใจ พวกรัสเซียได้จุดไฟเผากรุงมอสโกในทันที ทำให้นโปเลียนต้องถอยทัพ ฤดูหนาวอันโหดร้าย กำลังจะมาเยือนดินแดนแถบรัสเซียในอีกเพียงไม่กี่วัน นโปเลียนที่คาดว่าจะมีความเคลื่อนไหวจากพระเจ้าซาร์ได้ชะลอการถอยทัพไปจนถึงนาทีสุดท้าย
กองทัพฝรั่งเศสได้ถอยทัพอย่างทุลักทุเลไปทางเยอรมนี ในช่วงฤดูหนาวของรัสเซีย ผ่านดินแดนที่เคยเป็นทางผ่านตอนขามาและถูกโจมตีเสียย่อยยับ ในจำนวนทหารเกือบ 500,000 นายที่เข้าร่วมรบ มีเพียงหมื่นกว่านายที่สามารถข้ามแม่น้ำเบเรซินากลับมาได้ แถมยังถูกกองทัพรัสเซียดักโจมตี ทัพใหญ่ของนโปเลียนต้องถึงกาลล่มสลายเนื่องด้วยไม่รู้จักพื้นที่ดีพอ
หลังจากที่ได้ใจจากข่าวความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในรัสเซีย กษัตริย์ยุโรปหลายพระองค์ได้แปรภักดิ์จากฝ่ายนโปเลียนและยกทัพมารบกับฝรั่งเศส นโปเลียนซึ่งถูกคนในกองทัพของเขาเองทรยศ ได้พบกับความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงที่สมรภูมิเมืองไลพซิก หรือที่รู้จักในนามของ สงครามนานาชาติ ซึ่งกองทัพฝรั่งเศส 180,000 นายปะทะกับกองทัพพันธมิตร 300,000 นาย (รัสเซีย ออสเตรีย เยอรมนี สวีเดน) จอมพลโจเซฟ แอนโทนี โปเนียโตวสกี เจ้าชายแห่งโปแลนด์และพระราชนัดดาของกษัตริย์องค์สุดท้ายของโปแลนด์ ได้สิ้นพระชนม์ลงในการรบครั้งนี้ หลังจากพยายามนำทหารของพระองค์ข้ามแม่น้ำเอลสเตอร์ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 100,000 คน

ปฏิบัติการที่คาบสมุทรอีเบเรีย ออสเตรีย และรัสเซีย
ในปี พ.ศ. 2357 (ค.ศ. 1814) สหราชอาณาจักร รัสเซีย ปรัสเซีย และออสเตรีย ได้ร่วมเป็นพันธมิตร แม้ว่านโปเลียนจะมีชัยอย่างไม่น่าเชื่อในการรบที่ ฌองโปแบร์ และ มองต์มิไรล์ ด้วยการนำทัพทหารใหม่ขาดประสบการณ์ (กองทัพมารี-ลุยส์ ที่ตั้งชื่อตามมารี-ลุยส์ แห่งออสเตรีย จักรพรรดินีของนโปเลียน) กรุงปารีสถูกตีแตกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม และเหล่าจอมพลได้บังคับให้นโปเลียนสละราชบัลลังก์
นโปเลียนคิดว่าฝ่ายพันธมิตรจะแยกเขาออกจากจักรพรรดินีมารี-ลุยส์ และนโปเลียนที่ 2 กษัตริย์แห่งโรม พระโอรสของพระองค์ ดังนั้น ในคืนวันที่ 12 และเช้าวันที่ 13 เมษายน นโปเลียนได้กินยาพิษไปในปริมาณที่จะปลิดชีพพระองค์เองได้ นั่นคือ ฝิ่นผสมกับน้ำเล็กน้อย มีคนบอกพระองค์ว่าส่วนผสมดังกล่าวมีพิษมากพอที่จะฆ่าคนได้ถึงสองคน
พระองค์เลือกที่จะฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้เพราะเชื่อว่าศพของพระองค์จะต้องถูกประจานให้คนฝรั่งเศสดู พระองค์ต้องการให้ข้าราชบริพารของพระองค์จำพระพักตร์ที่เรียบเฉยได้ เช่นเดียวกับที่เคยเห็นพระองค์ในสมรภูมิ
หลังจากผ่านพ้นเวลาเที่ยงคืนมาอย่างทุกข์ทรมาน จักรพรรดิก็บ่นว่าส่วนผสมฝิ่นของพระองค์ออกฤทธิ์ช้าเกินไป
พระองค์ได้ประกาศต่ออาร์มองด์ ออกุสตัง ลุยส์ เดอ โกลังกูร์ ว่า "เราตายด้วยความทุกข์ทรมาน เราทุกข์ที่มีรัฐธรรมนูญที่ยืดชีวิตออกไปและทำให้ข้าจบชีพลงช้ากว่าเดิม!"
อาการคลื่นเหียนอาเจียนของนโปเลียนรุนแรงขึ้นทุกทีจนไม่อาจกลั้นอาเจียนไว้ได้อีกต่อมา จนกระทั่งอาเจียนออกมาอย่างรุนแรง พระองค์ทรงทุกข์ทรมานอย่างไม่สิ้นสุดจนกระทั่งนายแพทย์อีวองมาถึง
นโปเลียนได้ขอให้แพทย์ให้ยาพิษอีกขนานเพื่อจะได้สวรรคตเสียที แต่นายแพทย์ปฏิเสธโดยกราบทูลว่าเขาไม่ใช่ฆาตรกรและเขาจะไม่ยอมทำในสิ่งที่ขัดต่อสามัญสำนึกของตนอย่างเด็ดขาด
ความทรมานของจักรพรรดิยังคงดำเนินต่อไป โกลังกูร์ ออกจากห้องและบอกให้ข้ารับใช้ส่วนพระองค์และข้าราชบริพารฝ่ายในเงียบเสียง นโปเลียนเรียกโกลังกูร์และบอกว่าพระองค์ยอมตายเสียดีกว่ายอมลงนามในสนธิสัญญา
ยาพิษได้คลายฤทธิ์ลง และพระองค์ก็สามารถดำเนินกิจกรรมตามปกติได้ในที่สุด
ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเหตุใดองค์จักรพรรดิจึงรอดชีวิตมาได้จากการกลืนฝิ่นเข้าไปในปริมาณขนาดนั้น ไม่กระเพาะของพระองค์ขย้อนออกมา ไม่ก็ยาพิษได้เสื่อมฤทธิ์ลงไปเอง
พระองค์ต้องไปลี้ภัยที่เกาะเอลบา ตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาฟองเตนโบล ยังทรงดำรงพระยศเป็นจักรพรรดิ แต่ทรงปกครองได้เฉพาะบนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้เท่านั้น

ความพ่ายแพ้ในฝรั่งเศส
ที่ประเทศฝรั่งเศส พระเจ้าลุยส์ที่ 18 ได้ขับไล่ นโปเลียนที่ 2 และขึ้นครองราชย์แทน นโปเลียนเป็นกังวลเกี่ยวกับชะตากรรมของพระมเหสีและโดยเฉพาะอย่างยิ่งของพระโอรสของพระองค์ที่ตกอยู่ในเงื้อมือของพวกออสเตรีย รัฐบาลฝรั่งเศสที่ฝักใฝ่ในระบอบกษัตริย์ปฏิเสธจะจ่ายค่าเลี้ยงดูให้ตามสัญญาในที่สุด และมีข่าวลือว่าเขากำลังจะถูกส่งตัวไปยังเกาะเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก
ดังนั้น นโปเลียนที่หลบหนีออกจากห้องขังบนเกาะเอลบา ได้ขึ้นสู่ฝั่งบนแผ่นดินฝรั่งเศสใกล้ ๆ กับเมืองกานส์ เมื่อเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2358 (ค.ศ. 1815) กองทัพที่ถูกส่งไปจับกุมตัวเขากลับมา ต่างโห่ร้องต้อนรับเขาเยี่ยงวีรบุรุษตลอดเส้นทางจากชายฝั่งริเวียราฝรั่งเศส ขึ้นมายังเมืองลียอง ซึ่งเส้นทางดังกล่าวถูกเรียกว่า "ถนนสายนโปเลียน" ไปแล้ว จอมพลมิเชล ไนยผู้ซึ่งได้สาบานต่อหน้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 18ว่าจะนำนโปเลียนกลับมาในกรงเหล็ก ก็รู้สึกโอนอ่อนเข้าหาฝ่ายจักรพรรดิเดิมของตน (หลังที่นโปเลียนเดินอย่างอุกอาจเข้าไปประกาศต่อฝูงชนว่า "ทหารเเห่งกองทัพที่ 5 ฉันคือจักรพรรดิของพวกเจ้า พวกเจ้าก็รู้จักฉันดีอยู่เเล้วมิใช่หรือ ถ้าหากมีใครในบรรดาของพวกเจ้ามาเพื่อที่จะจับจักรพรรดิของเจ้า ฉันก็อยู่ที่นี่เเล้ว") ทำให้เขากลายเป็นจอมพลคนเดียวที่ถูกจับกุมในข้อหาทรราชย์ หลังจากการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ครั้งที่สอง นโปเลียนเดินทางถึงกรุงปารีสอย่างง่ายดาย ช่วงเวลา"คืนสู่อำนาจเป็นเวลาร้อยวัน" เริ่มต้นขึ้น แต่ความล้มเหลวก็เกิดขึ้นซ้ำรอย กองทัพของเขาพ่ายการรบกับอังกฤษและปรัสเซียที่สมรภูมิวอเตอร์ลู ในเบลเยียม เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2358 จอมพลกรูชีไม่สามารถต้านทานกองทัพร่วมระหว่างอังกฤษและปรัสเซียได้ เนื่องจากเป็นทัพหลวงที่ยกมา

คืนสู่อำนาจเป็นเวลาร้อยวัน
นโปเลียนถูกขัง และถูกอังกฤษส่งตัวไปยังเกาะแซงต์เตเเลน ตามบัญชาการของ เซอร์ฮัดสัน โลว พร้อมกับนายทหารที่ยังจงรักภักดีบางส่วน รวมถึงท่านเคานท์ลาส กาสด้วย นโปเลียนได้ใช้เวลาบนเกาะซังต์เตเลน อุทิศให้กับการเขียนบันทึกความทรงจำของพระองค์เอง ให้คนรุ่นหลังได้อ่าน ในช่วงครึ่งหลังของเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2364 (ค.ศ. 1821) พระองค์ได้ทรงเขียนพินัยกรรม และหมายเหตุพินัยกรรมหลายฉบับด้วยพระองค์เอง รวมกว่าสี่สิบหน้าด้วยกัน คำพูดสุดท้ายของพระองค์ก่อนสิ้นใจได้แก่ "ฝรั่งเศส กองทัพ เเม่ทัพ โฌเซฟีน" หรือจากที่บันทึกไว้ใน "จดหมายเหตุเกาะแซงต์เตเเลน" คือ "...ศีรษะ...กองทัพ...พระเจ้าช่วย!"
ในปี พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1955) จดหมายเหตุของท่านเค้านท์ลุยส์ มาร์ชองด์ ข้ารับใช้ของนโปเลียนได้ถูกตีพิมพ์ เขาได้เขียนเล่าเหตุการณ์ ช่วงไม่กี่เดือนสุดท้ายก่อนนโปเลียนจะสวรรคต และหลายคนเชื่อว่าพระองค์ถูกลอบวางยาพิษด้วยสารหนู ในปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) ปาสคาล คินท์ แห่งสถาบันกฎหมายเมืองสตราสบูร์กได้ทำการพิสูจน์ทฤษฎีนี้ ด้วยการศึกษาหาระดับสารหนูในเส้นพระเกศา(ผม)ของนโปเลียนภายหลังจากที่พระองค์สวรรคต ซึ่งก็พบว่ามีสารหนูอยู่เกินกว่าระดับปกติ 7 ถึง 38 เท่า การวิเคราะห์ของนิตยสาร วิทยาศาสตร์และชีวิต ได้แสดงให้เห็นว่า สามารถพบสารหนูในระดับความเข้มข้นเท่ากันจากตัวอย่างที่เก็บได้มาจากปี พ.ศ. 2348 พ.ศ. 2357 และ พ.ศ. 2364 ดังนั้นจึงต้องกล่าวถึง ธรรมเนียมในสมัยนั้นที่นิยมสวมวิกผมพ่นทับด้วยแป้งผง ยิ่งไปกว่านั้น เราอาจเชื่อในการวิเคราะห์ของนักวิจัยชาวสวิสที่บอกว่า นโปเลียนสวรรคตจากโรคมะเร็งในกระเพาะ แม้ว่าจักรพรรดิจะมีพระวรกายค่อนข้างเจ้าเนื้อก่อนสวรรคต (น้ำหนัก 75.5 ก.ก. ส่วนสูง 167 ซ.ม.) นักวิจัยยังได้สำรวจกางเกงที่นโปเลียนสวมใส่ในสมัยนั้น และสามารถระบุได้ว่าพระองค์มีน้ำหนักลดลงถึง 11 ก.ก. ภายในเวลา 5 เดือนก่อนการสวรรคต สมมติฐานดังกล่าวเคยถูกกล่าวว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เนื่องจากนโปเลียนมีพระวรกายใหญ่เกินกว่าที่จะเป็นคนป่วยด้วยโรคมะเร็ง
นโปเลียนได้ขอให้ฝังพระศพของพระองค์ไว้ริมฝั่งแม่น้ำเเซน แต่เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2364 (ค.ศ. 1821) พระศพของพระองค์ได้ถูกปลงที่เกาะเเซงต์เตเเลน ในปี พ.ศ. 2383 (ค.ศ. 1840) พระบรมอัฐิได้ถูกนำกลับมายังประเทศฝรั่งเศสด้วยการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ และได้ถูกฝังไว้ที่หลุมฝังพระบรมศพแห่งแองวาลีดในกรุงปารีส โดยใส่ไว้ในโถที่ทำด้วยหินเนื้อดอก (อันเป็นของขวัญที่รัสเซียมอบให้แก่ฝรั่งเศส)

ถูกเนรเทศไปเกาะแซงต์เตเเลน และกำเนิดของตำนาน

ชัปตาล: นโปเลียนได้ใช้พระองค์เองเป็นจดหมายเหตุเพื่อทำสงครามกับศัตรู โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกอังกฤษ พระองค์ได้ทรงเขียนบันทึกทุกฉบับด้วยพระองค์เอง สำหรับให้ลงในหนังสือพิมพ์ le Moniteur เพื่อตอบโต้บทวิจารณ์ที่ขมขื่นและข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นจริงที่ได้ถูกตีพิมพ์ไว้ในหนังสือพิมพ์อังกฤษ เมื่อพระองค์ได้ทรงตีพิมพ์บันทึกฉบับหนึ่ง พระองค์ทรงเชื่อว่าสามารถโน้มน้ามผู้อ่านได้แล้ว เราคงจำกันได้ว่าบันทึกส่วนใหญ่ไม่ใช่ต้นแบบที่ดีของงานเขียน หรือตัวอย่างที่ดีของวรรณกรรม แต่พระองค์ก็มิได้ทรงตีพิมพ์อะไรที่แสดงให้เห็นถึงบุคลิกของพระองค์ หรือความสามารถที่พระองค์มีเอาไว้เลย มุมมองร่วมสมัยที่มีต่อนโปเลียน

ผลงานของนโปเลียน โบนาปาร์ต

13 ธันวาคม ค.ศ. 1799 (วันที่ 22 เดือนฟรีแมร์ ปีที่ 8 ตามระบบปฏิทินของสาธารณรัฐฝรั่งเศส) มาตราที่ 52 ของรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส สถาปนาคณะที่ปรึกษาแห่งรัฐฝรั่งเศส
13 ธันวาคม ค.ศ. 1799 (วันที่ 22 เดือนฟรีแมร์ ปีที่ 8) สถาปนาวุฒิสภาฝรั่งเศส
13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1800 (วันที่ 24 เดือนปลูวิโอส ปีที่ 8) สถาปนาธนาคารแห่งชาติฝรั่งเศส
17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1800 (วันที่ 28 เดือนปลูวิโอส ปีที่ 8) ก่อตั้งที่ทำการอำเภอ
8 เมษายน ค.ศ. 1802 (วันที่ 18 เดือนแจร์มินาล ปีที่ 10) ลงพระนามร่วมกับสมเด็จพระสันตปาปาปีอุสที่ 7 ในความตกลงว่าด้วยเรื่องศาสนาของประเทศ
1 พฤษภาคม ค.ศ. 1802 (วันที่ 11 เดือนฟลอเรอาล ปีที่ 10) กงสุลใหญ่โบนาปาร์ตได้สถาปนาโรงเรียนมัธยมในฝรั่งเศส
19 พฤษภาคม ค.ศ. 1802 (วันที่ 29 เดือนฟลอเรอาล ปีที่ 10) ได้สถาปนาสมาคมเครื่องราชอิศริยาภรณ์แห่งชาติ
24 ธันวาคม ค.ศ. 1802 ก่อตั้งหอการค้า 22 แห่ง
7 เมษายน ค.ศ. 1803 (วันที่ 17 เดือนแฌร์มินาล ปีที่ 11) ได้ริเริ่มระบบเงินฟรังก์แจร์มินาล
21 มีนาคม ค.ศ. 1804 (วันที่ 30 เดือนเวนโตส ปีที่ 12) ประมวลกฎหมายแพ่งได้เริ่มมีผลบังคับใช้ นโปเลียน โบนาปาร์ต ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่

18 มีนาคม ค.ศ. 1806 (วันทื่ 21 เดือนแจร์มินาล ปีที่ 9) สถาปนาคณะที่ปรึกษาพรูดอม
10 พฤษภาคม ค.ศ. 1806 สถาปนามหาวิทยาลัยแห่งชาติฝรั่งเศสขึ้นเป็นแห่งแรก (ที่มีรูปแบบใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน เนื่องจากมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1257)
ในปี ค.ศ. 1806 จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างประตูชัยขึ้นที่จตุรัสเดอเลตวล
9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1807 ทรงรื้อฟื้นระบบศาลสูงของศาสนายิว (ทำให้ชาวยิวสามารถปรับตัวเข้ากับการพำนักอาศัยในจักรวรรดิฝรั่งเศสได้ง่ายขึ้น)
16 กันยายน ค.ศ. 1807 จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ทรงสถาปนาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งชาติฝรั่งเศสขึ้น
ในปี ค.ศ. 1807 นโปเลียนได้มอบหมายให้ อเล็กซองเดรอ เธโอดอร์ บร็องจ์นิอาร์ รับผิดชอบในการก่อสร้างตลาดหุ้นฝรั่งเศสขึ้นในกาลต่อมา
17 มีนาคม ค.ศ. 1808 นโปเลียนทรงมีพระราชดำริโปรดเกล้าให้สร้างระบบสอบไล่มาตรฐานขั้นมัธยมศึกษาแห่งชาติฝรั่งเศสขึ้น
12 มีนาคม ค.ศ. 1810 ทรงมีพระราชดำริโปรดเกล้าให้ตรากฎหมายอาญาแห่งชาติฝรั่งเศสขึ้น ในช่วงที่เป็นจักรพรรดิ

ครอบครัว
นโปเลียนแต่งงานสองครั้ง :
นโปเลียนยังมีบุตรนอกสมรสอีกอย่างน้อยสองคน ซึ่งทั้งสองคนนั้นต่างก็มีทายาทสืบต่อมา:
และจากแหล่งข้อมูลที่ยังเป็นที่ถกเถียงกัน:

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2339 (ค.ศ. 1796) (เมื่อครั้งยังเป็นนายพลก่อนออกปฏิบัติการในอียิปต์) ได้เข้าพิธีสมรสกับนางโจเซฟีน เดอ โบอาร์เนส์ แม่ม่ายลูกติดชาวฝรั่งเศสเชื้อสายเบเก จากหมู่เกาะมาร์ตีนีก ผู้ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจักรพรรดินีแห่งฝรั่งเศสในพิธีขึ้นครองราชย์ของนโปเลียน เนื่องจากนางมีอายุมากแล้วจึงไม่สามารถมีโอรสธิดาให้กับนโปเลียนได้ ซึ่งการที่องค์จักรพรรดิไร้ซึ่งผู้สืบทอดบัลลังก์ดังกล่าวถูกมองว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงของจักรวรรดิ การสมรสครั้งนี้จึงจบลงด้วยการหย่าร้าง
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2353 (ค.ศ. 1810) ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรส (โดยการให้เอกอัครราชทูตไปสู่ขอ) กับอาร์คดัชเชสมารี-หลุยส์ แห่งออสเตรีย เพื่อเป็นการสานสัมพันธไมตรีและหลีกเลี่ยงสงครามกับออสเตรีย อาร์คดัชเชสมารี-ลุยส์ได้ให้กำเนิดพระราชโอรสหนึ่งพระองต์ ได้แก่ นโปเลียนที่ 2 (ประสูติ 20 มีนาคม พ.ศ. 2354 สิ้นพระชนม์ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2375) ทรงได้รับการแต่งตั้งจากนโปเลียนให้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์แห่งกรุงโรม ดยุคแห่งไรช์ชตาดท์ แต่เรามักจะเรียกพระองค์ว่านโปเลียนที่ 2 เสียมากกว่า แม้ว่าพระองค์จะไม่เคยขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองฝรั่งเศสอย่างแท้จริงเลยก็ตาม ถ้าจะว่ากันตามทฤษฎีแล้ว รัชสมัยของพระองค์กินระยะเวลาเพียง 15 วัน ระหว่างวันที่จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ถูกบังคับให้สละพระราชบัลลังก์ครั้งแรก จนกระทั่งการฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บงในปี พ.ศ. 2357 พระฉายานามว่า เหยี่ยวน้อย นั้นมาจากบทกวีของวิคเตอร์ มารี อูโก ที่ประพันธ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2395 (ค.ศ. 1852)
ท่านเค้านท์ชาร์ล เลอง (ชาตะ ค.ศ. 1806 มรณะ ค.ศ. 1881) บุตรชายของนางแคทเทอรีน เอเลนอร์ เดอนูเอลล์ เดอ ลา เปลจเนอ (ชาตะ ค.ศ. 1787 มรณะ ค.ศ. 1868)
เค้านท์ฟลอเรียน โจเซฟ โคโลนนา วาลูวสกา (ชาตะ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1810 มรณะ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1868) บุตรชายของเค้าน์เตสมารี วาลูวสกา (ชาตะ ค.ศ. 1789 มรณะ ค.ศ. 1817)
เอมิลลี ลุยส์ มารี ฟร็องซวส โฌซฟีน เปลลาปรา บุตรสาวของฟร็องซัวส-มารี เลอรัว
คาร์ล ยูจัง ฟอน มูห์ลเฟลด์ บุตรชายของวิคตอเรีย โครส์
เอเลน นโปเลโอน โบนาปาร์ต บุตรสาวของเค้าน์เตสมองโตลอง
จูลส์ บาร์เธเลมี-ซังต์-ติแลร์ (ชาตะ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1805 มรณะ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1895) โดยไม่ทราบว่ามารดาของเขาเป็นใคร พี่น้องของนโปเลียน

นโปเลียนที่ 3 (ชารลส์ ลุยส์ นโปเลออง โบนาปาร์ต) หลานชาย ได้ใช้โอกาสจากความมีชื่อเสียงของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ทำให้เขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส ในช่วงสาธารณรัฐที่ 2 จากนั้นก็ได้ยึดอำนาจและก่อตั้งจักรวรรดิที่ 2 ขึ้น และเป็นจักรพรรดิปกครองฝรั่งเศสภายใต้พระนามว่าพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ตลอดการครองราชย์ของพระองค์ ได้มีการประกาศใช้กฎหมายทางสังคมและกฎหมายสมัยใหม่จำนวนมาก พระองค์พ่ายแพ้สงครามและยอมมอบตัวให้กับปรัสเซียในปี พ.ศ. 2413 (ค.ศ. 1870) จากการรบที่สมรภูมิเซดาน
ปิแอร์-นโปเลออง โบนาปาร์ต
ชาร์ล ลือเซียง โบนาปาร์ต นักสัตววิทยา หลานชายหญิง

มารีเออ โบนาปาร์ต หนังสือชีวประวัติเกี่ยวกับนโปเลียน

พ.ศ. 2455 (ค.ศ. 1912) : นโปเลียน อำนวยการสร้างโดย Louis Feuillade (ฝรั่งเศส)
พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) : นโปเลียน อำนวยการสร้างโดย Abel Gance นำแสดงโดย Albert Dieudonné (ฝรั่งเศส)
พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) : ซังต์เตเลน (Napoleon auf St. Helena) อำนวยการสร้างโดย Lupu-Pick นำแสดงโดย Werner Krauss (ฝรั่งเศส)
พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1934) : นโปเลียน โบนาปาร์ต อำนวยการสร้างโดย Abel Gance นำแสดงโดย Albert Dieudonné (นำภาพยนตร์ในปี ค.ศ. 1927 มาสร้างใหม่ มีเสียงประกอบ) (ฝรั่งเศส)
พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) : Campo di maggio อำนวยการสร้างโดย Giovacchino Forzano นำแสดงโดย Corrado Racca (อิตาลี)
พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) : นโปเลียน อำนวยการสร้างโดย Luis César Amadori (อาร์เจนตินา)
พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955) : นโปเลียน อำนวยการสร้างโดย Sacha Guitry นำแสดงโดย Daniel Gélin (ฝรั่งเศส)
พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) : เอาชแตร์ลิทซ์ อำนวยการสร้างโดย Abel Gance นำแสดงโดย Pierre Mondy (ฝรั่งเศส)
พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) : โบนาปาร์ตกับการปฏิวัติ อำนวยการสร้างโดย Abel Gance นำแสดงโดย Albert Dieudonné (นำมาสร้างใหม่จากภาคเดิมเมื่อปี ค.ศ. 1927 และ ค.ศ. 1934) (ละครโทรทํศน์ ออกอากาศในฝรั่งเศส)
พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) : วอเตอร์ลู อำนวยการสร้างโดย Serge Bondartchouk นำแสดงโดย Rod Steiger (สหราชอาณาจักร และรัสเซีย)
พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) :นโปเลียน อำนวยการสร้างโดย András Sólyom นำแสดงโดย Péter Rudolf (ละครโทรทํศน์ ออกอากาศในฮังการี)
พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) : นโปเลียน อำนวยการสร้างโดย José Fonseca e Costa, Eberhard Itzenplitz, Pierre Lary, Janusz Majewski, Krzysztof Zanussi นำแสดงโดย Jean-François Stévenin (ภาพยนตร์โทรทัศน์ ออกอากาศในฝรั่งเศส โปแลนด์ เบลเยียม แคนาดา)
พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) : Pan Tadeusz อำนวยการสร้างโดย Andrzej Wajda นำแสดงโดย Henryk Baranowski (โปแลนด์)
พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) : นโปเลียน อำนวยการสร้างโดย Yves Simoneau นำแสดงโดย Christian Clavier (ละครโทรทัศน์ ออกอากาศในฝรั่งเศส เยอรมนี แคนาดา สหรัฐ และสหราชอาณาจักร)